ระบบพยากรณ์ความเสี่ยงความรุนแรงในครอบครัว (DMV)
เครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ช่วยคัดกรองและพยากรณ์ความเสี่ยงที่ผู้ป่วยเคยประสบความรุนแรง เพื่อส่งต่อการคุ้มครองและดูแลเชิงรุก
จุดคัดกรองที่มองไม่เห็น
ข้อมูลศูนย์พึ่งได้ (OSCC) และกระทรวงสาธารณสุข ระหว่างปี 2547-2565 ชี้ว่าผู้หญิงไทยเข้ารับการรักษาจากความรุนแรงในสถานพยาบาลสูงถึง 8,847 คนต่อปี โดยเด็กหญิงอายุ 10-20 ปี เป็นกลุ่มที่ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศบ่อยที่สุด — และตัวเลขนี้นับเฉพาะเคสที่ถูกรายงานและบันทึกไว้เท่านั้น ยังมีเด็กและผู้หญิงอีกจำนวนมากที่ประสบความรุนแรงแต่ไม่เปิดเผยหรือขอความช่วยเหลือ ด้วยความอับอาย ความกลัว ความไม่รู้ หรือไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวได้ชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นเด็ก สถานพยาบาลจึงเป็นจุดที่ประชาชนเข้าถึงมากที่สุด แต่กลับเป็นจุดที่ตรวจพบความรุนแรงได้ยากที่สุด
คัดกรองระหว่างการซักประวัติ
ระบบนี้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ใช้คัดกรองผู้ป่วยระหว่างการซักประวัติ แล้วพยากรณ์ความเสี่ยงว่าผู้ป่วยมีโอกาสเป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงมากน้อยเพียงใด เพื่อให้เคสที่มีความเสี่ยงได้รับการส่งต่อคุ้มครอง ดูแล และฟื้นฟูเชิงรุกทันที ลดภาระและต้นทุนที่จะบานปลายในภายหลัง
คัดกรอง 3 ช่วงวัย
แบ่งการคัดกรอง/พยากรณ์ตามช่วงวัย เด็ก (0-9 ปี) วัยรุ่น (10-17 ปี) และผู้ใหญ่ (18 ปีขึ้นไป)
โมเดลถ่วงน้ำหนักปัจจัยเสี่ยง
ประมวลผลจากความสัมพันธ์กับผู้ต้องสงสัย สถานที่เกิดเหตุ จุดแรกที่เข้ารับบริการ (ห้องฉุกเฉิน ศูนย์พึ่งได้ ผู้ป่วยใน/นอก คลินิกฝากครรภ์/วัยรุ่น) ประเภทความรุนแรง และโครงสร้างครอบครัว — ผู้ใหญ่เพิ่มข้อมูลอาชีพ การจ้างงาน และการศึกษา
ผลลัพธ์ 3 ระดับ
แสดงระดับความเสี่ยงสูง กลาง ต่ำ ให้บุคลากรใช้ประกอบการตัดสินใจส่งต่อ
ประวัติการคัดกรองย้อนหลัง
บุคลากรสถานพยาบาลที่ลงชื่อเข้าใช้สามารถเรียกดูประวัติการคัดกรอง/พยากรณ์ของเคสที่ผ่านมาได้
ภาคีหลัก
สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
ภาคีสาธารณสุข
กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลปทุมธานี (พื้นที่นำร่อง)
พัฒนาระบบ
สถาบัน ChangeFusion
0 รายการ
ทุกรายการที่ทีมพื้นที่บันทึกไว้ เรียงจากล่าสุด
ยังไม่มีบันทึกในโครงการนี้
เราช่วยอะไร
คุณได้บ้าง
เลือกคำถามที่ตรงกับบทบาทของคุณ คำตอบสรุปจากบันทึกการทำงานจริงของเรา และคุยต่อกับทีมงานได้จากทุกการ์ด
งานนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร และรู้ได้อย่างไรว่าได้ผล?
เราพัฒนาเครื่องมือให้บุคลากรคัดกรองและพยากรณ์ความเสี่ยง เพื่อส่งต่อผู้ป่วยให้ได้รับการคุ้มครองและดูแลเชิงรุก แต่ยังไม่มีบันทึกผลลัพธ์จริงหรือวิธีประเมินว่าได้ผลเพียงใด
เราออกแบบระบบ DMV เพื่อช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์คัดกรองผู้ป่วยระหว่างซักประวัติและพยากรณ์ความเสี่ยง โดยตั้งเป้าให้เคสที่มีความเสี่ยงได้รับการส่งต่อเพื่อคุ้มครอง ดูแล และฟื้นฟูเชิงรุก รวมถึงลดภาระและต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นภายหลัง โครงการนี้
ระบบแบ่งการคัดกรองตาม 3 ช่วงวัย และแสดงระดับความเสี่ยงสูง กลาง หรือต่ำเพื่อประกอบการตัดสินใจส่งต่อ บุคลากรที่ลงชื่อเข้าใช้ยังเรียกดูประวัติการคัดกรองย้อนหลังได้ โครงการนี้
เรายังไม่ได้บันทึกผลการใช้งานที่แสดงว่าการส่งต่อหรือการคุ้มครองเกิดขึ้นมากขึ้นเพียงใด และยังไม่มีบันทึกวิธีประเมินผลหรือบทเรียนจากสิ่งที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงยังสรุปไม่ได้ว่าระบบสร้างผลลัพธ์จริงได้มากน้อยเพียงใด
งานนี้ทำอย่างไร และได้บทเรียนอะไรที่นำไปใช้ต่อได้?
เราพัฒนาเครื่องมือคัดกรองระหว่างซักประวัติ โดยประมวลปัจจัยเสี่ยงและแสดงผล 3 ระดับ แต่ยังไม่มีบันทึกบทเรียนจากการใช้งานหรือสิ่งที่นำไปปรับปรุง
เราเริ่มจากปัญหาที่สถานพยาบาลเป็นจุดที่ประชาชนเข้าถึงได้มาก แต่ตรวจพบความรุนแรงได้ยาก จึงพัฒนาระบบ DMV เป็นเครื่องมือช่วยบุคลากรทางการแพทย์คัดกรองผู้ป่วยระหว่างซักประวัติ และพยากรณ์โอกาสที่ผู้ป่วยจะเป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรง โครงการนี้
วิธีทำงานของระบบแบ่งการคัดกรองเป็นเด็กอายุ 0-9 ปี วัยรุ่นอายุ 10-17 ปี และผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป จากนั้นใช้โมเดลถ่วงน้ำหนักปัจจัย เช่น ความสัมพันธ์กับผู้ต้องสงสัย สถานที่เกิดเหตุ จุดแรกที่เข้ารับบริการ ประเภทความรุนแรง และโครงสร้างครอบครัว โดยกรณีผู้ใหญ่ยังใช้ข้อมูลอาชีพ การจ้างงาน และการศึกษา ผลแสดงเป็นระดับสูง กลาง หรือต่ำเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจส่งต่อ และผู้ใช้ที่ลงชื่อเข้าใช้ดูประวัติการคัดกรองย้อนหลังได้ โครงการนี้
เรายังไม่ได้บันทึกบทเรียนจากการนำระบบไปใช้จริง การปรับปรุงจากข้อจำกัด หรือแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่านำไปใช้ต่อในบริบทอื่นได้
แนวทางนี้เหมาะกับพื้นที่แบบไหน และต้องมีอะไรบ้างจึงจะเริ่มในพื้นที่ของเราได้?
แนวทางนี้ออกแบบสำหรับสถานพยาบาล ซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนเข้าถึงได้แต่ตรวจพบความรุนแรงได้ยาก เรายังไม่ได้บันทึกเงื่อนไขหรือทรัพยากรที่พื้นที่ต้องมีเพื่อเริ่มใช้
เราออกแบบ DMV สำหรับการคัดกรองผู้ป่วยในสถานพยาบาล เพราะสถานพยาบาลเป็นจุดที่ประชาชนเข้าถึงมาก แต่การตรวจพบความรุนแรงทำได้ยาก โดยใช้ระหว่างการซักประวัติเพื่อประเมินความเสี่ยงและช่วยประกอบการตัดสินใจส่งต่อ โครงการนี้
ระบบแบ่งการประเมินตาม 3 ช่วงวัย และพิจารณาปัจจัยเสี่ยง เช่น ความสัมพันธ์กับผู้ต้องสงสัย สถานที่เกิดเหตุ จุดแรกที่เข้ารับบริการ ประเภทความรุนแรง และโครงสร้างครอบครัว ส่วนการประเมินผู้ใหญ่ยังพิจารณาอาชีพ การจ้างงาน และการศึกษา ผลประเมินมีระดับสูง กลาง และต่ำ โครงการนี้
มีการระบุโรงพยาบาลปทุมธานีเป็นพื้นที่นำร่อง และระบุภาคีด้านสาธารณสุขกับภาคีหลักของโครงการไว้ โครงการนี้ อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ได้บันทึกว่าพื้นที่ต้องมีบุคลากร ระบบข้อมูล อุปกรณ์ หรือเงื่อนไขใดบ้างจึงจะเริ่มใช้ได้ และยังไม่มีแนวทางระบุว่ารูปแบบนี้เหมาะกับพื้นที่นอกสถานพยาบาลอย่างไร
มีวิธีการหรือเครื่องมืออะไรที่เริ่มใช้ได้เลย?
เครื่องมือที่พัฒนาคือ DMV ช่วยคัดกรองระหว่างซักประวัติและจัดระดับความเสี่ยงเพื่อประกอบการส่งต่อ แต่ยังไม่มีบันทึกว่าเปิดให้พื้นที่อื่นนำไปใช้ได้ทันทีหรือเริ่มใช้อย่างไร
เครื่องมือที่เราพัฒนาคือระบบ DMV ซึ่งช่วยบุคลากรทางการแพทย์คัดกรองผู้ป่วยระหว่างซักประวัติ และพยากรณ์ความเสี่ยงว่าผู้ป่วยมีโอกาสเป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงมากน้อยเพียงใด เพื่อประกอบการพิจารณาส่งต่อไปคุ้มครอง ดูแล และฟื้นฟูเชิงรุก โครงการนี้
ระบบแบ่งผู้ป่วยเป็น 3 ช่วงวัย คือเด็ก 0-9 ปี วัยรุ่น 10-17 ปี และผู้ใหญ่ 18 ปีขึ้นไป โดยประมวลปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความสัมพันธ์กับผู้ต้องสงสัย สถานที่เกิดเหตุ จุดแรกที่เข้ารับบริการ ประเภทความรุนแรง และโครงสร้างครอบครัว ส่วนผู้ใหญ่เพิ่มข้อมูลอาชีพ การจ้างงาน และการศึกษา จากนั้นแสดงผลเป็นระดับความเสี่ยงสูง กลาง หรือต่ำ บุคลากรที่ลงชื่อเข้าใช้สามารถดูประวัติการคัดกรองย้อนหลังได้ โครงการนี้
เรายังไม่ได้บันทึกว่าระบบเปิดให้หน่วยงานอื่นเข้าถึงหรือนำไปใช้ได้ทันทีหรือไม่ และไม่มีขั้นตอนสำหรับเริ่มใช้งานในพื้นที่ใหม่บันทึกไว้
งานนี้เชื่อมกับปัญหาเชิงระบบอย่างไร และต้องการความร่วมมือแบบไหน?
งานนี้ตอบโจทย์การตรวจพบความรุนแรงในสถานพยาบาลให้เร็วขึ้น และมีภาคีหลักกับภาคีสาธารณสุขร่วมระบุไว้ แต่ยังไม่มีบันทึกคำขอความร่วมมือเพิ่มเติมหรือรูปแบบสนับสนุนที่ต้องการ
ความรุนแรงในครอบครัวอาจถูกปิดบังจนผู้ประสบภัยเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ และสถานพยาบาลเป็นจุดที่ประชาชนเข้าถึงมากแต่ตรวจพบความรุนแรงได้ยาก งานนี้จึงพัฒนาเครื่องมือคัดกรองเชิงรุกเพื่อช่วยให้บุคลากรประเมินความเสี่ยงและส่งต่อการคุ้มครองได้ ประเด็นความยุติธรรมและโอกาส ระบบ DMV ใช้ระหว่างซักประวัติ แสดงความเสี่ยง 3 ระดับ และช่วยประกอบการตัดสินใจส่งต่อผู้ป่วย โครงการนี้
ภาคีหลักที่ระบุคือสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ ส่วนภาคีสาธารณสุขประกอบด้วยกองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลปทุมธานีในฐานะพื้นที่นำร่อง โดยสถาบัน ChangeFusion พัฒนาระบบ โครงการนี้
เรายังไม่ได้บันทึกว่าต้องการความร่วมมือเพิ่มเติมด้านใด เงื่อนไขการสนับสนุนเป็นอย่างไร หรือมีบทเรียนจากการทำงานร่วมกันอย่างไร
