บทเรียน ทั่วประเทศ

บทเรียนฤดูไฟ 2569: ความสำเร็จวัดจากศักยภาพชุมชน ไม่ใช่แค่จำนวนครั้งที่ดับไฟได้

บทเรียนจากการดำเนินงานของผู้พิทักษ์ป่าในหลากหลายพื้นที่ของโครงการ Forest Guardians ปี 2569 ชี้ให้เห็นสี่ปัจจัยที่ตัดสินความสำเร็จ ตั้งแต่การระดมพลังชุมชนแทนการรองบประมาณรัฐ เทคโนโลยีที่ลดความเสี่ยงถึงชีวิต เงินบริจาคที่ปิดช่องว่างเฉพาะหน้า ไปจนถึงเศรษฐกิจที่ตอบแทนการดูแลป่า

4 พ.ค. 2569

บทเรียนที่ 1: พลังของ "พันธสัญญาชุมชน" เอาชนะความล่าช้าของงบรัฐได้จริง

งบประมาณดับไฟป่าจากภาครัฐมักเบิกจ่ายได้จริงในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ช่วงวิกฤติที่สุดคือมกราคมถึงเมษายน ชุมชนที่รอไม่ได้จึงต้องพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือดอยช้างป่าแป้ (ลำพูน) ที่ระดมทุกครัวเรือนร่วมกันสร้างแนวกันไฟยาวกว่า 30 กิโลเมตรล้อมรอบพื้นที่ป่า โดยไม่ต้องรอการอนุมัติงบประมาณจากส่วนกลาง บทเรียนนี้ชี้ว่าความยั่งยืนของการป้องกันไฟป่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินสนับสนุนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของชุมชนในการระดมคนทั้งหมู่บ้านให้กลายเป็นแนวหน้าได้ทันเวลา

บทเรียนที่ 2: เทคโนโลยีที่ดีคือเทคโนโลยีที่ลดความเสี่ยงถึงชีวิต ไม่ใช่แค่ทำงานได้เร็วขึ้น

ระบบเซนเซอร์และสปริงเกอร์ที่ควบคุมจากระยะไกลของดอยช้างป่าแป้ และโดรนตรวจจับความร้อนของบ้านดอยปุย (ดอยสุเทพ-ปุย) ต่างแก้ปัญหาเดียวกันคือ ในอดีตอาสาสมัครต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปเปิดน้ำหรือเดินสำรวจกลางกองเพลิงด้วยตาเปล่า ซึ่งหลายครั้งนำไปสู่การบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเมื่อไฟที่ดูเหมือนดับแล้วกลับลุกโชนขึ้นจากใต้ดิน การนำ IoT และโดรนความร้อนเข้ามาช่วย "มองแทนตา" และ "เปิดน้ำแทนมือ" จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในแง่ความปลอดภัยของคนทำงาน มากกว่าจะวัดผลแค่ความเร็วในการดับไฟ

บทเรียนที่ 3: เงินบริจาคจากคนเมืองคือสะพานที่ปิดช่องว่างเวลาได้จริง ไม่ใช่แค่ของบริจาคเชิงสัญลักษณ์

อุปกรณ์เล็กๆ อย่างเครื่องเป่าใบไม้ที่บ้านห้วยปลาหลด (ตาก) ช่วยลดเวลาทำแนวกันไฟจาก 1 วันเหลือไม่กี่ชั่วโมง วิทยุสื่อสารที่ช่วยให้อาสาสมัครติดต่อกันได้ในจุดที่สัญญาณมือถือเข้าไม่ถึง และค่าอาหารสวัสดิการที่ทำให้อาสาดับไฟยืนระยะสู้ไฟได้นานเป็นสัปดาห์ ล้วนเป็นตัวอย่างว่าเงินบริจาคจากแคมเปญระดมทุนสามารถแปลงเป็นเครื่องมือที่ตรงจุดและใช้งานได้จริงในสนาม บทเรียนนี้ชี้ว่าการระดมทุนจากภาคประชาชนควรมุ่งไปที่การแก้ปัญหาช่องว่างเฉพาะหน้าที่งบรัฐเข้าไม่ถึง มากกว่าการทำโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องรองบประมาณตามระบบ

บทเรียนที่ 4: การป้องกันไฟป่าจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อป่าสร้างรายได้ให้คนที่ดูแลมันด้วย

ป่าชุมชนมวกเหล็กใน (สระบุรี) แสดงให้เห็นว่าเมื่อชุมชนพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ธรรมชาติควบคู่กับการทำแนวกันไฟ และมีระบบแบ่งรายได้เข้ากองทุนจัดการป่าของชุมชนเองอย่างชัดเจน ความจำเป็นที่จะต้องเผาป่าเพื่อหาของป่าหรือขยายพื้นที่เกษตรก็ลดลงไปเองตามธรรมชาติ แนวคิด Nature-Positive Economy จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนรุ่นใหม่ในชุมชนเห็นประโยชน์ของการดูแลป่าต่อไปในระยะยาว

สรุป: วัดความสำเร็จจากศักยภาพที่สร้างขึ้น ไม่ใช่แค่จำนวนครั้งที่ดับไฟได้

บทเรียนจากการดำเนินงานของผู้พิทักษ์ป่าจากหลากหลายพื้นที่ของโครงการ Forest Guardians สะท้อนให้เห็นว่า ท่ามกลางวิกฤติสภาวะโลกร้อน ปัจจัยที่มีนัยสำคัญยิ่งคือความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างสังคมเมืองและชุมชนในพื้นที่ป่า ความสำเร็จของการบริหารจัดการไฟป่าในปีนี้จึงมิได้พิจารณาเพียงเชิงปริมาณจากจำนวนครั้งที่ระงับเหตุได้ แต่พิจารณาจากการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับศักยภาพของชุมชน เพื่อสร้างแนวป้องกันเชิงรุกในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติของภาคเหนืออย่างยั่งยืน ความมุ่งมั่นของบุคลากรในพื้นที่ที่ทำงานร่วมกับการสนับสนุนจากภาคส่วนภายนอก รวมถึงการพัฒนาระบบเศรษฐกิจในชุมชนที่เอื้อต่อการดูแลฟื้นฟูป่า จึงเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ในอนาคต

บันทึกนี้อยู่ภายใต้โครงการ ชุมชนพิทักษ์ป่า
ดูบันทึกทั้งหมด →