ป่าและชีวิตชุมชน
เมื่อกำลังของรัฐไม่พอดูแลป่า 102 ล้านไร่ ชุมชนที่อยู่กับป่าคือด่านแรก เราสนับสนุนให้พวกเขามีทรัพยากรพอจะสู้ไฟ ฟื้นป่า และมีรายได้ที่เกื้อกูลป่า
ทุกปีมีพื้นที่ป่าถูกเผาไปกว่า 3 ล้านไร่ และ 65% ของพื้นที่เผาไหม้ทั่วประเทศเกิดจากไฟป่า ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของฝุ่น PM2.5 ที่ทำลายสุขภาพของคนทั้งประเทศ ด้วยพื้นที่ป่ากว่า 102 ล้านไร่ กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐเพียงลำพังไม่เพียงพอ ชุมชนจำนวนมากจึงร่วมพิทักษ์ป่ารอบหมู่บ้านของตนเองมาต่อเนื่องทุกปี ทั้งที่แทบไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก
เมื่อชุมชนป้องกันไฟป่าและการบุกรุกได้ ย่อมรักษาคุณภาพอากาศ แหล่งน้ำ และระบบนิเวศที่เกื้อหนุนคุณภาพชีวิตของคนเมืองปลายน้ำ การสนับสนุนชุมชนจึงเป็นการจ่ายแทนคุณระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services – PES) โดยติดตามผลด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ทั้งจุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ ดัชนีความเขียว และความหลากหลายทางชีวภาพ
ชุมชนม้ง ปกาเกอญอ และมูเซอดำในเชียงใหม่ ลำพูน ตาก และชุมชนรอบป่าเขาหินปูนสระบุรี ทำงานร่วมกับองค์กรพี่เลี้ยง ได้แก่ สภาลมหายใจเชียงใหม่ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มูลนิธิฮักเมืองน่าน นวัตกรรมชาวบ้าน และ The Next Forest
- 01 สนับสนุนชุมชนที่ดูแลป่าอยู่แล้วโดยตรง ไม่สร้างกลไกใหม่ซ้อนกลไกที่มีอยู่
- 02 ให้ชุมชนมีอิสระในการวางแผนใช้งบประมาณตามปัญหาของพื้นที่
- 03 วัดผลด้วยข้อมูลดาวเทียม โดรน และการสำรวจของชุมชนเอง
- 04 เชื่อมเศรษฐกิจครัวเรือนเข้ากับการรักษาป่า เพื่อลดการพึ่งพาทุนภายนอกในระยะยาว
3 โครงการ
โครงการคือหน่วยปฏิบัติการภายใต้ประเด็น มีบันทึกความคืบหน้าจากแต่ละพื้นที่ครบทุกรายการอยู่ในหน้าของโครงการเอง
ชุมชนพิทักษ์ป่า
ระดมทุนจากประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุนชุมชนผู้พิทักษ์ป่า 25 ชุมชนใน 4 จังหวัด ให้สู้ไฟ ฟื้นป่า และมีรายได้ที่เกื้อกูลป่า
PES Center
ฐานข้อมูลโครงการ PES กว่า 300 โครงการทั่วประเทศ เชื่อมภาคเอกชนและผู้สนับสนุนเข้ากับชุมชนผู้พิทักษ์ดูแลป่า ชายฝั่ง และแม่น้ำ
Thai CF Net
ระบบฐานข้อมูลป่าชุมชนที่รวบรวมจากความร่วมมือของภาครัฐและภาคพลเมือง โดย RECOFTC ประเทศไทย ครอบคลุมป่าชุมชนแล้วเกือบ 800 แห่งทั่วประเทศ
ความคืบหน้าที่สำคัญระดับประเด็น
ไม่ใช่บันทึกทั้งหมด แต่เป็นรายการที่เราเห็นว่าเปลี่ยนภาพรวมของประเด็น
เราช่วยอะไร
คุณได้บ้าง
เลือกคำถามที่ตรงกับบทบาทของคุณ คำตอบสรุปจากบันทึกการทำงานจริงของเรา และคุยต่อกับทีมงานได้จากทุกการ์ด
งานนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร และรู้ได้อย่างไรว่าได้ผล?
เราเห็นผลทั้งด้านการลดไฟ การดูแลป่า และรายได้ชุมชน โดยติดตามจากจุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ และข้อมูลภาคสนาม
งานชุมชนพิทักษ์ป่ามุ่งให้ชุมชนมีทรัพยากรดูแลป่า และติดตามผลจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ไม่ได้วัดเพียงจำนวนครั้งที่ดับไฟ แต่รวมถึงศักยภาพชุมชนและเศรษฐกิจที่เกื้อกูลป่า โครงการชุมชนพิทักษ์ป่า อัปเดตบทเรียนฤดูไฟ 2569: ความสำเร็จวัดจากศักยภาพชุมชน ไม่ใช่แค่จำนวนครั้งที่ดับไฟได้
- ชุมชนพิทักษ์ป่า จุดความร้อนบ้านขุนช่างเคี่ยนลดจาก 38 จุดเหลือ 2 จุดในปี 2568 และบ้านแม่สาน้อย แม่เหียะใน และบ้านปางแหวรักษาพื้นที่เผาไหม้ให้เป็นศูนย์ โครงการชุมชนพิทักษ์ป่า ป่าชุมชนแม่แจ่มขึ้นทะเบียนแล้ว 9 จาก 10 แห่ง รวมกว่า 18,500 ไร่ และครัวเรือนห้วยปลาหลดมีรายได้กว่า 14 ล้านบาทต่อปีจากวนเกษตร โครงการชุมชนพิทักษ์ป่า
เราติดตามด้วยจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้จากข้อมูลดาวเทียม รวมถึงดัชนีความเขียว โดรน และการสำรวจของชุมชน ประเด็นนี้ ตัวเลขผลกระทบข้างต้นครอบคลุมกรณีและพื้นที่ที่ระบุไว้ ไม่ใช่ผลของทุกชุมชนในโครงการ โครงการชุมชนพิทักษ์ป่า
งานนี้ทำอย่างไร และได้บทเรียนอะไรที่นำไปใช้ต่อได้?
เราให้ชุมชนวางแผนและจัดการงบตามปัญหาพื้นที่ เชื่อมการป้องกันไฟกับการฟื้นฟูและรายได้ พร้อมใช้ข้อมูลติดตามผล
เราเริ่มจากหนุนชุมชนที่ดูแลป่าอยู่แล้ว แทนการสร้างกลไกใหม่ และให้อิสระวางแผนใช้งบตามปัญหาของพื้นที่ ประเด็นนี้
- ชุมชนพิทักษ์ป่า ทำงานตั้งแต่แนวกันไฟ ลาดตระเวนและฟื้นฟูป่า ไปจนถึงการพัฒนาเกษตรไม่เผา ท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู และรายได้จากชา-กาแฟใต้ต้นไม้ใหญ่ โครงการชุมชนพิทักษ์ป่า ใช้ดาวเทียมร่วมกับ AI วิเคราะห์ดัชนีความเขียวและรอยไหม้ ใช้โดรนสำรวจ และทดลองชีวอะคูสติกติดตามความหลากหลายของนก โครงการชุมชนพิทักษ์ป่า อัปเดตทดลองฟังเสียงป่า: นำร่องเทคโนโลยี Bioacoustic วัดความหลากหลายทางชีวภาพที่บ้านแม่สา
บทเรียนคือการระดมคนในหมู่บ้านช่วยให้เริ่มป้องกันไฟได้โดยไม่ต้องรอเงินรัฐ เทคโนโลยีควรลดความเสี่ยงต่อชีวิต เงินบริจาคควรเติมช่องว่างเฉพาะหน้า และการดูแลป่าจะยั่งยืนขึ้นเมื่อป่าสร้างรายได้ให้ผู้ดูแลด้วย อัปเดตบทเรียนฤดูไฟ 2569: ความสำเร็จวัดจากศักยภาพชุมชน ไม่ใช่แค่จำนวนครั้งที่ดับไฟได้ ที่ดอยช้างป่าแป้ ทุกครัวเรือนร่วมทำแนวกันไฟและใช้เซนเซอร์กับสปริงเกอร์ช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าไปเปิดน้ำกลางกองเพลิง อัปเดตดอยช้างป่าแป้และแม่ปอก: แนวกันไฟจากพันธสัญญาทั้งหมู่บ้าน หนุนด้วยเซนเซอร์ กล้อง และระบบจัดการน้ำ
แนวทางนี้เหมาะกับพื้นที่แบบไหน และต้องมีอะไรบ้างจึงจะเริ่มในพื้นที่ของเราได้?
แนวทางนี้ทำงานกับชุมชนที่ดูแลป่าอยู่แล้ว และปรับกิจกรรมตามปัญหาพื้นที่ เรายังไม่ได้บันทึกเกณฑ์คัดเลือกพื้นที่หรือเงื่อนไขเริ่มต้นไว้อย่างครบถ้วน
ตัวอย่างพื้นที่ที่ทำงานมีทั้งชุมชนในป่าภาคเหนือและป่าชุมชนรอบป่าเขาหินปูนสระบุรี โดยแต่ละพื้นที่วางงานตามบริบทของตน ประเด็นนี้
- ชุมชนพิทักษ์ป่า ทำงานกับชุมชนที่ดูแลป่าอยู่แล้ว โดยมีองค์กรพี่เลี้ยงร่วมพัฒนาการจัดการและการเงินของชุมชน โครงการชุมชนพิทักษ์ป่า ในปี 2569 มีการจัดทำแผน PES กับ 42 ชุมชนใน 6 จังหวัดภาคเหนือ และคัดเลือก 25 ชุมชนให้ได้รับงบประมาณจริง อัปเดตขยายสู่ 42 ชุมชนใน 6 จังหวัด: จัดทำแผน PES ร่วมกับ 6 องค์กรพี่เลี้ยงทั่วภาคเหนือ ตัวอย่างกิจกรรมมีทั้งแนวกันไฟและลาดตระเวน การฟื้นฟูธรรมชาติ และการสร้างรายได้ที่ไม่พึ่งการเผา โครงการชุมชนพิทักษ์ป่า
แนวทางนี้ให้ชุมชนมีอิสระวางแผนใช้งบตามปัญหาพื้นที่ และติดตามผลด้วยข้อมูลดาวเทียม โดรน และการสำรวจของชุมชน ประเด็นนี้ เรายังไม่ได้บันทึกเกณฑ์คัดเลือกพื้นที่หรือเงื่อนไขขั้นต่ำที่ต้องมีเพื่อเริ่มดำเนินงานไว้อย่างครบถ้วน
มีวิธีการหรือเครื่องมืออะไรที่เริ่มใช้ได้เลย?
เริ่มได้จากแนวกันไฟและลาดตระเวน อุปกรณ์สื่อสาร หรือเครื่องมือช่วยเฝ้าระวัง แล้วเลือกใช้ให้เหมาะกับพื้นที่และความเสี่ยง
เราเน้นเครื่องมือที่ชุมชนใช้แก้ปัญหาหน้างานได้ และให้ชุมชนเลือกใช้งบตามสถานการณ์ในพื้นที่ ประเด็นนี้
- ชุมชนพิทักษ์ป่า ตัวอย่างพื้นฐานคือทำแนวกันไฟ จัดทีมลาดตระเวน และเตรียมอุปกรณ์ดับไฟกับอุปกรณ์สื่อสาร โครงการชุมชนพิทักษ์ป่า บ้านปากกองตะวันออกจัดทีมลาดตระเวนและใช้อุปกรณ์สื่อสารควบคู่กับแนวกันไฟ อัปเดตบ้านปากกองตะวันออก ลำปาง: จุดความร้อนลดเหลือเพียง 9 จุด หลังเข้าร่วมกลไก PES บ้านห้วยปลาหลดใช้สปริงเกอร์ร่วมกับพื้นที่เกษตรเป็นแนวกันไฟเปียก และใช้เครื่องเป่าใบไม้ช่วยลดเวลาทำแนวกันไฟจาก 1 วันเหลือไม่กี่ชั่วโมง อัปเดตห้วยปลาหลด: แนวกันไฟเปียกผสานพื้นที่เกษตร ลดเวลาทำแนวกันไฟจากอุปกรณ์ที่ได้รับบริจาค
ถ้าพื้นที่มีจุดเสี่ยงที่คนเข้าถึงยาก อาจใช้เซนเซอร์ตรวจจับความร้อนและควันเชื่อมกับสปริงเกอร์ที่สั่งเปิดจากสมาร์ทโฟน หรือใช้กล้องร่วมกับข้อมูลลมช่วยวางแผน อัปเดตดอยช้างป่าแป้และแม่ปอก: แนวกันไฟจากพันธสัญญาทั้งหมู่บ้าน หนุนด้วยเซนเซอร์ กล้อง และระบบจัดการน้ำ โดรนตรวจจับความร้อนช่วยค้นหาหัวไฟใต้ควันและพุ่มไม้ เพื่อลดความเสี่ยงของอาสาสมัคร อัปเดตบ้านดอยปุย: โดรนตรวจจับความร้อนหาหัวไฟใต้ควัน ลดความเสี่ยงอาสาสมัคร การเลือกเครื่องมือจึงควรเริ่มจากปัญหาและความปลอดภัยของคนทำงานในพื้นที่ อัปเดตบทเรียนฤดูไฟ 2569: ความสำเร็จวัดจากศักยภาพชุมชน ไม่ใช่แค่จำนวนครั้งที่ดับไฟได้
งานนี้เชื่อมกับปัญหาเชิงระบบอย่างไร และต้องการความร่วมมือแบบไหน?
งานนี้เชื่อมการดูแลป่าของชุมชนกับปัญหาไฟป่า ฝุ่น PM2.5 และระบบนิเวศ พร้อมต้องการทุน อุปกรณ์ องค์กรพี่เลี้ยง และการสร้างรายได้ที่เกื้อกูลป่า
ไฟป่ากระทบทั้งคุณภาพอากาศ แหล่งน้ำ และระบบนิเวศ ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่รัฐเพียงลำพังไม่พอดูแลพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ จึงต้องหนุนชุมชนที่เป็นด่านแรกในการดูแลป่า ประเด็นนี้ บทเรียนจากพื้นที่ยังชี้ว่าการรอเบิกจ่ายงบรัฐอาจไม่ทันช่วงวิกฤติ และการดูแลป่าต้องเชื่อมกับรายได้ของคนในชุมชน อัปเดตบทเรียนฤดูไฟ 2569: ความสำเร็จวัดจากศักยภาพชุมชน ไม่ใช่แค่จำนวนครั้งที่ดับไฟได้
ชุมชนพิทักษ์ป่า สำหรับฤดูไฟ 2569 เรากำลังระดมทุนเพื่อสนับสนุนชุมชนและองค์กรพี่เลี้ยงในพื้นที่ ทั้งค่าอุปกรณ์ดับไฟและซ่อมบำรุง แนวกันไฟและลาดตระเวน และการพัฒนาเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการดูแลป่า ประเด็นนี้ การทำงานร่วมกันมีทั้งชุมชน องค์กรพี่เลี้ยง และการติดตามผลจากข้อมูลดาวเทียม โดรน และการสำรวจของชุมชน โครงการชุมชนพิทักษ์ป่า
PES Center ฐานข้อมูลนี้เชื่อมผู้สนับสนุนกับโครงการที่ชุมชนดูแลป่า ชายฝั่ง และแม่น้ำ และให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่วัดได้กับการทำงานต่อเนื่อง โครงการPES Center ความร่วมมือที่ระบุไว้จึงครอบคลุมทุนและทรัพยากร องค์กรพี่เลี้ยง และการพัฒนาระบบติดตามผล ไม่ใช่เพียงการสนับสนุนกิจกรรมครั้งเดียว ประเด็นนี้ โครงการPES Center
เรากำลังระดมทุนสำหรับฤดูไฟ 2569 เพื่อสนับสนุนชุมชนพิทักษ์ป่าและองค์กรพี่เลี้ยงในพื้นที่
- ค่าอุปกรณ์ดับไฟและการซ่อมบำรุง
- แนวกันไฟและการลาดตระเวน
- การพัฒนาเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการดูแลป่า
