ชุมชนพิทักษ์ป่า (Forest Guardians)
ระดมทุนจากประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุนชุมชนผู้พิทักษ์ป่า 25 ชุมชนใน 4 จังหวัด ให้สู้ไฟ ฟื้นป่า และมีรายได้ที่เกื้อกูลป่า
การจ่ายแทนคุณระบบนิเวศ
ภายใต้ระบบ PES เราไม่ได้พูดเพียงเรื่องการปลูกต้นไม้ แต่สนับสนุนชุมชนพิทักษ์ป่าให้มีงบประมาณตอบแทนความอุตสาหะที่รักษาป่าได้จริง วัดจากดัชนีความเขียวขจี (NDVI) และการลดพื้นที่เผาไหม้ (burn scar)
องค์กรพี่เลี้ยงในพื้นที่
โครงการสนับสนุนองค์กรพี่เลี้ยงเพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชนสู่การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทั้งการจัดตั้งกลุ่ม ธรรมาภิบาล กติกาชุมชน และการเงิน-บัญชี
ดูแลรักษาป่าที่ชุมชนร่วมรับผิดชอบ
ทำแนวกันไฟ อยู่ยามและเผชิญไฟ ประกันทีมดับไฟ ลาดตระเวนป้องกันการบุกรุก
ฟื้นฟูธรรมชาติ
ปลูกเสริมและฟื้นฟูป่าในพื้นที่เสื่อมโทรม สร้างฝายชะลอน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น
เศรษฐกิจที่เอื้อต่อการดูแลป่า
ท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู เกษตรไม่เผา ชา-กาแฟใต้ต้นไม้ใหญ่ งานหัตถกรรม
ติดตามผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
ใช้ดาวเทียมร่วมกับ AI วิเคราะห์ NDVI และรอยไหม้ โดรนสำรวจสภาพป่า และชีวอะคูสติกวัดความหลากหลายของนก
จุดความร้อนบ้านขุนช่างเคี่ยนลดลง 94%
จาก 38 จุดเหลือ 2 จุดในปี 2568 ขณะที่บ้านแม่สาน้อย แม่เหียะใน และบ้านปางแหว รักษาพื้นที่เผาไหม้ให้เป็นศูนย์
ขึ้นทะเบียนป่าชุมชนแม่แจ่มแล้ว 9 จาก 10 แห่ง
รวมกว่า 18,500 ไร่ ภายใต้พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562
รายได้ครัวเรือนห้วยปลาหลดกว่า 14 ล้านบาทต่อปี
จากวนเกษตรที่ผสมผสานไม้ป่ากับพืชเศรษฐกิจ บนพื้นที่ที่เคยเป็นไร่ฝิ่นและภูเขาหัวโล้น
ตัวเลขปี 2569 ข้างต้นมาจากรายงานการวิจัยโครงการ PES ที่ ChangeFusion จัดทำส่งสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งเป็นทุนวิจัยหนึ่งในหลายแหล่งที่สนับสนุนโครงการชุมชนพิทักษ์ป่า ครอบคลุมเฉพาะ 42 ชุมชนใน 6 จังหวัดที่ทำงานผ่านองค์กรพี่เลี้ยงทั้งหกแห่งข้างต้น จึงไม่ได้นับรวมชุมชนในจังหวัดอื่นที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนอื่นของโครงการ เช่น สระบุรี
กรรมการกำกับทิศทาง
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ (GSEI), สุนิตย์ เชรษฐา (ChangeFusion), รุจีพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ (ภาคเอกชน), บุญวรา สุมะโน (TDRI) และไพสิฐ พาณิชย์กุล (นิติศาสตร์ มช.)
ภาคีดำเนินงาน
สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม, ChangeFusion, เทใจ, ROLD X Celerate และ FORRU พร้อมเครือข่ายองค์กรพี่เลี้ยงในแต่ละพื้นที่ สนับสนุนอย่างเป็นทางการโดย สสส., สกสว. และ กพร.
ผู้ร่วมทุน 2568
ผู้บริจาคบนเทใจ, น้ำตาลขอนแก่น, ดั๊บเบิ้ล เอ (1991), จึงพัฒนา โฮลดิ้ง, น้ำตาลมิตรผล, สยามคูโบต้า, Thailand Investing for Impact, TNP Group, วนชัย กรุ๊ป, กองทุนคนไทยใจดี และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
องค์กรพี่เลี้ยงภาคสนาม (ปี 2569)
หกองค์กรที่ลงพื้นที่ร่วมกับชุมชนเครือข่ายของตนเองในแต่ละจังหวัด เพื่อจัดทำแผน PES และติดตามผลการดำเนินงาน ได้แก่ สภาลมหายใจเชียงใหม่ (เชียงใหม่) สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ หรือ SDF (แม่แจ่ม) บริษัท นวัตกรรมชาวบ้าน จำกัด (ตาก ลำพูน ลำปาง) The Next Forest (แพร่ น่าน) มูลนิธิฮักเมืองน่าน (น่าน) และศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า หรือ RECOFTC (น่าน)
สำหรับฤดูไฟ 2569 ยอดระดมทุนปี 2568 ส่วนหนึ่งถูกกันไว้สำหรับสนับสนุนชุมชนในฤดูไฟ 2569 พร้อมขยายการใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวังและต่อยอดวิสาหกิจชุมชนในแต่ละพื้นที่
ขยายเป้าหมายให้ครบ 50 ชุมชนตามแผนเดิม (จาก 42 ที่จัดทำแผนไว้ในปี 2569)
ยกระดับจากสัญญา PES รายชุมชน สู่สัญญาระดับภูมิทัศน์ (landscape-level) ที่ครอบคลุมหลายชุมชนร่วมกัน
พัฒนาสัญญา PES ระยะยาวหลายปี แทนการต่อสัญญาปีต่อปี
ขยายการติดตามผลด้วย AI จากภาพถ่ายดาวเทียมและโดรนให้ครอบคลุมมากขึ้น
25 รายการ
ทุกรายการที่ทีมพื้นที่บันทึกไว้ เรียงจากล่าสุด
เราช่วยอะไร
คุณได้บ้าง
เลือกคำถามที่ตรงกับบทบาทของคุณ คำตอบสรุปจากบันทึกการทำงานจริงของเรา และคุยต่อกับทีมงานได้จากทุกการ์ด
งานนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร และรู้ได้อย่างไรว่าได้ผล?
ชุมชนได้รับการหนุนให้ป้องกันไฟ ฟื้นฟูป่า และสร้างรายได้ที่เกื้อกูลป่า โดยติดตามทั้งจุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ และดัชนีความเขียว
เราใช้กลไกการจ่ายแทนคุณระบบนิเวศ หรือ PES สนับสนุนชุมชนให้ดูแลป่า และติดตามผลจากดัชนีความเขียวขจี (NDVI) กับพื้นที่เผาไหม้ (burn scar) รวมถึงข้อมูลจุดความร้อนและความหลากหลายทางชีวภาพ โครงการนี้ ผลลัพธ์ที่รายงานมีทั้งจุดความร้อนบ้านขุนช่างเคี่ยนลดจาก 38 จุดเหลือ 2 จุดในปี 2568 และป่าชุมชนแม่สาน้อยไม่มีพื้นที่เผาไหม้ตลอดฤดูแล้ง 2568 โครงการนี้ บ้านปากกองตะวันออกมีจุดความร้อน 9 จุดตลอดฤดูไฟ หลังได้รับงบประมาณและอุปกรณ์สำหรับแนวกันไฟ ทีมลาดตระเวน และการสื่อสาร โดยยืนยันด้วยข้อมูลดาวเทียม อัปเดตบ้านปากกองตะวันออก ลำปาง: จุดความร้อนลดเหลือเพียง 9 จุด หลังเข้าร่วมกลไก PES
เราไม่ได้วัดความสำเร็จแค่จำนวนครั้งที่ดับไฟ แต่ดูศักยภาพชุมชน การลดความเสี่ยงของผู้ปฏิบัติงาน และการมีเศรษฐกิจที่ตอบแทนการดูแลป่าด้วย อัปเดตบทเรียนฤดูไฟ 2569: ความสำเร็จวัดจากศักยภาพชุมชน ไม่ใช่แค่จำนวนครั้งที่ดับไฟได้ ตัวเลขผลจากรายงานวิจัย PES ปี 2569 ครอบคลุมเฉพาะ 42 ชุมชนใน 6 จังหวัดที่ทำงานผ่านองค์กรพี่เลี้ยงทั้งหกแห่ง ไม่รวมชุมชนที่ได้รับทุนจากแหล่งอื่นของโครงการ โครงการนี้
งานนี้ทำอย่างไร และได้บทเรียนอะไรที่นำไปใช้ต่อได้?
เราทำงานผ่านกลไก PES ร่วมกับชุมชนและองค์กรพี่เลี้ยง ตั้งแต่จัดการไฟ ฟื้นฟูป่า ไปจนถึงพัฒนาอาชีพ บทเรียนคือเทคโนโลยีและทุนควรตอบโจทย์หน้างานและความปลอดภัย
เราใช้กลไก PES สนับสนุนชุมชนพิทักษ์ป่า โดยติดตามผลจาก NDVI และพื้นที่เผาไหม้ พร้อมทำงานกับองค์กรพี่เลี้ยงเพื่อเสริมการจัดตั้งกลุ่ม ธรรมาภิบาล กติกาชุมชน และการเงิน-บัญชี โครงการนี้ ในพื้นที่ ชุมชนทำแนวกันไฟ ลาดตระเวนและป้องกันการบุกรุก ฟื้นฟูป่าและสร้างฝาย รวมถึงพัฒนาอาชีพ เช่น เกษตรไม่เผาและท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู โครงการนี้ การติดตามผลใช้ภาพถ่ายดาวเทียมร่วมกับ AI โดรน และการทดลองบันทึกเสียงธรรมชาติเพื่อประเมินความหลากหลายของนก อัปเดตทดลองฟังเสียงป่า: นำร่องเทคโนโลยี Bioacoustic วัดความหลากหลายทางชีวภาพที่บ้านแม่สา
บทเรียนจากฤดูไฟ 2569 คือชุมชนที่ระดมคนทั้งหมู่บ้านทำแนวกันไฟได้ไม่จำเป็นต้องรอการเบิกงบรัฐ ขณะที่เซนเซอร์ ระบบสปริงเกอร์ และโดรนช่วยลดการเข้าไปเสี่ยงในพื้นที่อันตราย อัปเดตบทเรียนฤดูไฟ 2569: ความสำเร็จวัดจากศักยภาพชุมชน ไม่ใช่แค่จำนวนครั้งที่ดับไฟได้ เงินบริจาคที่เปลี่ยนเป็นอุปกรณ์สื่อสาร อาหาร หรือเครื่องเป่าใบไม้ช่วยอุดช่องว่างเฉพาะหน้าได้ ส่วนการสร้างรายได้จากการดูแลป่าช่วยให้การป้องกันมีฐานเศรษฐกิจต่อเนื่อง อัปเดตบทเรียนฤดูไฟ 2569: ความสำเร็จวัดจากศักยภาพชุมชน ไม่ใช่แค่จำนวนครั้งที่ดับไฟได้
แนวทางนี้เหมาะกับพื้นที่แบบไหน และต้องมีอะไรบ้างจึงจะเริ่มในพื้นที่ของเราได้?
แนวทางนี้มีตัวอย่างทั้งพื้นที่ป่าชุมชนที่เสี่ยงไฟและพื้นที่ที่พัฒนาอาชีพเกื้อกูลป่า โดยต้องอาศัยแผนชุมชนและการทำงานกับองค์กรพี่เลี้ยง เรายังไม่ได้บันทึกเกณฑ์ทั่วไปสำหรับเริ่มงานในพื้นที่ใหม่
ตัวอย่างของเราครอบคลุมพื้นที่ที่ชุมชนร่วมดูแลป่าและต้องเตรียมรับมือไฟ เช่น ดอยช้างป่าแป้ที่ทุกครัวเรือนร่วมทำแนวกันไฟและใช้เซนเซอร์กับระบบสปริงเกอร์ รวมถึงบ้านห้วยปลาหลดที่เชื่อมพื้นที่เกษตรกับแนวกันไฟเปียก อัปเดตดอยช้างป่าแป้และแม่ปอก: แนวกันไฟจากพันธสัญญาทั้งหมู่บ้าน หนุนด้วยเซนเซอร์ กล้อง และระบบจัดการน้ำ บางพื้นที่พัฒนารายได้ควบคู่กัน เช่น บ้านเหล่าเหนือปรับเส้นทางลาดตระเวนเป็นเส้นทางเดินป่าท่องเที่ยว และบ้านมณีพฤกษ์วางแผนแหล่งเรียนรู้ท่องเที่ยวเชิงนิเวศกับการผลิตกาแฟใต้ร่มไม้ อัปเดตบ้านเหล่าเหนือ แพร่: เปลี่ยนเส้นทางลาดตระเวนไฟป่าเป็นเส้นทางเดินป่าท่องเที่ยว หนุนรายได้กลับสู่การปกป้องผืนป่า อัปเดตบ้านมณีพฤกษ์ น่าน: จากแนวป้องกันไฟสู่แหล่งเรียนรู้กาแฟใต้ร่มป่าและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
การทำงานตามกลไก PES ในปี 2569 ใช้องค์กรพี่เลี้ยงร่วมจัดทำแผนกับชุมชน 42 แห่ง ก่อนคัดเลือก 25 ชุมชนรับงบประมาณจริง โดยแผนครอบคลุมทั้งการป้องกันไฟและการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อัปเดตขยายสู่ 42 ชุมชนใน 6 จังหวัด: จัดทำแผน PES ร่วมกับ 6 องค์กรพี่เลี้ยงทั่วภาคเหนือ ตัวอย่างวิธีที่ใช้ ได้แก่ แผนที่ GIS เพื่อวางแผนพื้นที่ แนวกันไฟและทีมลาดตระเวน ตลอดจนการติดตามด้วยข้อมูลดาวเทียม อัปเดตแม่แจ่ม: เวทีวางแผนจัดการไฟป่าระดับตำบลด้วยแผนที่ GIS เรายังไม่ได้บันทึกเกณฑ์ทั่วไปว่าพื้นที่ใหม่ต้องมีเงื่อนไขหรือทรัพยากรขั้นต่ำอะไรบ้างจึงจะเริ่มแนวทางนี้ได้
มีวิธีการหรือเครื่องมืออะไรที่เริ่มใช้ได้เลย?
เริ่มจากทำแนวกันไฟและลาดตระเวน จัดอุปกรณ์สื่อสารให้ทีม หรือใช้เครื่องเป่าใบไม้ลดเวลาทำงาน พื้นที่ที่พร้อมสามารถเสริมระบบน้ำ เซนเซอร์ หรือโดรนได้
วิธีพื้นฐานที่ชุมชนใช้คือทำแนวกันไฟ จัดเวรเฝ้าระวัง และลาดตระเวนป้องกันการบุกรุก โดยวางแผนตามจุดเสี่ยงของพื้นที่ โครงการนี้ บ้านห้วยปลาหลดใช้สปริงเกอร์ร่วมกับพื้นที่เกษตรทำแนวกันไฟเปียก และใช้เครื่องเป่าใบไม้ที่ได้รับจากเงินระดมทุน ช่วยลดเวลาทำแนวกันไฟจาก 1 วันเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง อัปเดตห้วยปลาหลด: แนวกันไฟเปียกผสานพื้นที่เกษตร ลดเวลาทำแนวกันไฟจากอุปกรณ์ที่ได้รับบริจาค วิทยุสื่อสารและค่าอาหารสวัสดิการเป็นอีกตัวอย่างของสิ่งที่ช่วยอาสาสมัครทำงานในช่วงวิกฤติและพื้นที่ที่สัญญาณมือถือเข้าไม่ถึง อัปเดตเงินระดมทุนจากภาคประชาสังคมเติมช่องว่างงบประมาณไฟป่า ม.ค.-เม.ย. 2569
หากพื้นที่มีระบบน้ำและอุปกรณ์พร้อม ดอยช้างป่าแป้ใช้เซนเซอร์ตรวจจับความร้อนและควันเชื่อมกับสปริงเกอร์ที่สั่งเปิดจากสมาร์ทโฟน ส่วนบ้านดอยปุยใช้โดรนตรวจจับความร้อนเพื่อค้นหาจุดไฟใต้ควันและพุ่มไม้ อัปเดตดอยช้างป่าแป้และแม่ปอก: แนวกันไฟจากพันธสัญญาทั้งหมู่บ้าน หนุนด้วยเซนเซอร์ กล้อง และระบบจัดการน้ำ อัปเดตบ้านดอยปุย: โดรนตรวจจับความร้อนหาหัวไฟใต้ควัน ลดความเสี่ยงอาสาสมัคร การติดตามผลทำได้ด้วยข้อมูลดาวเทียมเรื่องจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้ และมีการทดลองบันทึกเสียงธรรมชาติเพื่อประเมินชนิดนก อัปเดตบ้านปากกองตะวันออก ลำปาง: จุดความร้อนลดเหลือเพียง 9 จุด หลังเข้าร่วมกลไก PES อัปเดตทดลองฟังเสียงป่า: นำร่องเทคโนโลยี Bioacoustic วัดความหลากหลายทางชีวภาพที่บ้านแม่สา
งานนี้เชื่อมกับปัญหาเชิงระบบอย่างไร และต้องการความร่วมมือแบบไหน?
งานนี้เชื่อมการดูแลป่ากับปัญหาไฟป่า ฝุ่น PM2.5 และช่องว่างงบประมาณช่วงต้นปี โดยต้องอาศัยชุมชน ภาคประชาชน ภาคเอกชน และองค์กรพี่เลี้ยงร่วมสนับสนุน
พื้นที่ป่ากว่า 102 ล้านไร่ต้องอาศัยชุมชนร่วมดูแล เพราะกำลังเจ้าหน้าที่รัฐเพียงลำพังไม่เพียงพอ และไฟป่าเป็นต้นเหตุสำคัญของฝุ่น PM2.5 ประเด็นป่าและชีวิตชุมชน อีกช่องว่างเชิงระบบคือ งบดับไฟป่าจากภาครัฐมักเบิกจ่ายได้จริงในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ช่วงวิกฤติคือมกราคมถึงเมษายน ทำให้ชุมชนต้องพึ่งพาตนเองและต้องการทรัพยากรที่ใช้ได้ทันเวลา อัปเดตบทเรียนฤดูไฟ 2569: ความสำเร็จวัดจากศักยภาพชุมชน ไม่ใช่แค่จำนวนครั้งที่ดับไฟได้ การสนับสนุนจึงเชื่อมการป้องกันไฟกับการรักษาแหล่งน้ำและระบบนิเวศ รวมถึงการสร้างรายได้ที่เกื้อกูลการดูแลป่า ประเด็นป่าและชีวิตชุมชน
สิ่งที่เรากำลังระดมทุนสำหรับฤดูไฟ 2569 คือการสนับสนุนชุมชนพิทักษ์ป่าและองค์กรพี่เลี้ยงในพื้นที่ ครอบคลุมค่าอุปกรณ์ดับไฟและซ่อมบำรุง แนวกันไฟและการลาดตระเวน ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการดูแลป่า ประเด็นป่าและชีวิตชุมชน รูปแบบความร่วมมือที่มีอยู่รวมถึงการระดมทุนจากประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนการทำงานขององค์กรพี่เลี้ยงที่ช่วยพัฒนาการบริหารจัดการชุมชน โครงการนี้
