ทะเลและชายฝั่ง
ทะเลไทยเสื่อมโทรมลงทุกปีจากการทำประมงเกินขนาดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ชาวประมงพื้นบ้านต้องแบกรับผลกระทบมากที่สุด เราสนับสนุนให้ชุมชนชายฝั่งบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลด้วยตนเอง ผ่านรูปแบบเขตบริหารจัดการทางทะเลโดยชุมชน (LMMA) ควบคู่กับเศรษฐกิจที่เกื้อกูลการอนุรักษ์
ทะเลฟื้นตัวได้จริง เมื่อคนที่อยู่กับทะเลทุกวันมีอำนาจตัดสินใจและได้ประโยชน์จากการดูแลมันด้วยตัวเอง
ทะเลที่กำลังหมดแรงรองรับ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางทะเล และการทำประมงเกินขนาด ทำให้ทรัพยากรทางทะเลของไทยเสื่อมโทรมลงต่อเนื่อง และส่งผลกระทบกับชุมชนประมงพื้นบ้านขนาดเล็กมากที่สุด ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ปริมาณสัตว์น้ำเฉลี่ยที่จับได้ต่อเรือประมงพื้นบ้านหนึ่งลำลดลงอย่างรวดเร็ว จากราว 13 ตันต่อลำในปี 2558 เหลือเพียง 3-5 ตันต่อลำในปี 2564 บั่นทอนทั้งความยั่งยืนเชิงนิเวศและความมั่นคงในการดำรงชีพไปพร้อมกัน นอกจากแรงกดดันเชิงนิเวศแล้ว ชาวประมงรายย่อยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ทั้งการเข้าถึงตลาดที่จำกัดและอำนาจต่อรองราคาที่อ่อนแอ ซึ่งยิ่งผลักดันให้ต้องเร่งจับสัตว์น้ำมากขึ้นเพื่อความอยู่รอด สร้างแรงกดดันซ้ำเติมระบบนิเวศทางทะเลที่เปราะบางอยู่แล้ว
เขตบริหารจัดการทางทะเลโดยชุมชน (LMMA)
"เขตบริหารจัดการทางทะเลโดยชุมชน" หรือ Locally Managed Marine Area (LMMA) คือพื้นที่ทะเลหรือชายฝั่งที่ชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทหลักในการบริหารจัดการและปกป้องทรัพยากร มักทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐหรือองค์กรสนับสนุน ผ่านกระบวนการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม สมาชิกชุมชนกำหนดและบังคับใช้กติกาด้วยตนเอง เช่น เขตห้ามจับสัตว์น้ำ ช่วงปิดอ่าวตามฤดูกาล หรือข้อจำกัดชนิดเครื่องมือประมง โดยอาศัยทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ประกอบกัน แนวทางนี้ให้น้ำหนักกับความเป็นเจ้าของและการดูแลของชุมชนเอง มากกว่าการควบคุมจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการอนุรักษ์ทางทะเลโดยชุมชนและการพัฒนาชายฝั่งอย่างยั่งยืน
จากการอนุรักษ์ สู่เศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน
การอนุรักษ์ทางทะเลจะยั่งยืนได้ ต้องผูกโยงกับความมั่นคงในการดำรงชีพของคนที่อยู่กับทะเล เราจึงสนับสนุนชุมชนให้พัฒนากิจกรรมเศรษฐกิจที่ลดแรงกดดันต่อทรัพยากร ควบคู่กับการสร้างกลไกทางการเงินที่ดึงรายได้จากกิจกรรมเหล่านั้นกลับไปหนุนงานอนุรักษ์ เพื่อให้การฟื้นฟูทะเลไม่ใช่ภาระที่ชุมชนต้องแบกรับเพียงลำพัง แต่เป็นระบบที่หมุนเวียนเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว
ชุมชนประมงพื้นบ้านขนาดเล็กตามแนวชายฝั่งทะเลไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันและอ่าวไทยตอนล่าง ที่พึ่งพาทรัพยากรทางทะเลเป็นแหล่งดำรงชีพหลัก งานเริ่มต้นในสี่จังหวัดชายฝั่งภาคใต้ ได้แก่ สตูล สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช ครอบคลุมทั้งพื้นที่ทะเลเปิดและระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา
- 01 เขตบริหารจัดการทางทะเลโดยชุมชน (LMMA)—สนับสนุนชุมชนในการทำแผนที่ทรัพยากรด้วยมือ กำหนดขอบเขตพื้นที่อนุรักษ์ ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการ และวางกติกาการใช้ทรัพยากรร่วมกัน พร้อมผลักดันให้เกิดกรอบเกณฑ์มาตรฐานที่หน่วยงานรัฐยอมรับและนำไปใช้ขยายผลในระดับประเทศ
- 02 เศรษฐกิจฐานทรัพยากรที่หนุนการอนุรักษ์—ร่วมออกแบบกิจการชุมชนที่ลดแรงกดดันต่อทรัพยากร เช่น การแปรรูปสัตว์น้ำ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และสหกรณ์เครื่องมือประมง พร้อมวางกลไกให้กำไรส่วนหนึ่งไหลกลับไปสนับสนุนกองทุนอนุรักษ์ของชุมชนเอง
Sea Guardians
โครงการคือหน่วยปฏิบัติการภายใต้ประเด็น มีบันทึกความคืบหน้าจากแต่ละพื้นที่ครบทุกรายการอยู่ในหน้าของโครงการเอง
ความคืบหน้าที่สำคัญระดับประเด็น
ไม่ใช่บันทึกทั้งหมด แต่เป็นรายการที่เราเห็นว่าเปลี่ยนภาพรวมของประเด็น
เราช่วยอะไร
คุณได้บ้าง
เลือกคำถามที่ตรงกับบทบาทของคุณ คำตอบสรุปจากบันทึกการทำงานจริงของเรา และคุยต่อกับทีมงานได้จากทุกการ์ด
งานนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร และรู้ได้อย่างไรว่าได้ผล?
ปีแรกมี 15 ชุมชนจัดตั้งคณะกรรมการ LMMA และบริหารจัดการพื้นที่รวม 24,987.25 ไร่ พร้อม MOU 6 ฉบับและกิจการเศรษฐกิจใน 7 ชุมชน แต่ข้อมูลติดตามยังสั้นเกินกว่าจะยืนยันการฟื้นตัวของระบบนิเวศ
Sea Guardians รายงานความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการจัดการพื้นที่ ความร่วมมือ และกิจการชุมชน แต่หลักฐานด้านระบบนิเวศยังต้องติดตามต่อก่อนสรุปผลระยะยาว อัปเดตเผยแพร่รายงานผลกระทบปีแรก Sea Guardians Impact Report 2024-2025
- Sea Guardians ในปีแรก 15 ชุมชนจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการ LMMA ครอบคลุมพื้นที่ 24,987.25 ไร่ และมี MOU 6 ฉบับกับเครือข่าย 58 หน่วยงาน โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งรับเกณฑ์ประเมิน LMMA 19 ข้อไปพัฒนาต่อเป็นฐานมาตรฐานระดับชาติ อัปเดตเผยแพร่รายงานผลกระทบปีแรก Sea Guardians Impact Report 2024-2025
- มี 7 ชุมชนได้รับทุนตั้งต้นและคำปรึกษาพัฒนากิจการเศรษฐกิจฐานทรัพยากร และ 15 ชุมชนเริ่มเก็บข้อมูลประมงพื้นฐานของตนเอง อัปเดตเผยแพร่รายงานผลกระทบปีแรก Sea Guardians Impact Report 2024-2025
- รายงานเตือนว่าการติดตามเพียง 1 ปีและการเก็บข้อมูลก่อน-หลัง 2 ช่วงเวลา ยังไม่เพียงพอจะแยกผลของ LMMA จากฤดูกาลหรือการเปลี่ยนแปลงการประมง จึงยังยืนยันการฟื้นตัวเชิงนิเวศไม่ได้ โครงการSea Guardians
- จากบทเรียนนี้ โครงการวางแผนติดตามข้อมูลให้ครอบคลุมหลายฤดูกาลและหลายปี พร้อมขยายงานในปีที่สองจาก 15 สู่ 30 ชุมชน อัปเดตถอดบทเรียนปีแรก: ความเข้าใจ LMMA ที่ไม่เท่ากัน และอำนาจหน้าที่รัฐที่ทับซ้อน คือโจทย์ใหญ่ที่สุด อัปเดตวางแผนปีที่ 2: ขยายจาก 15 สู่ 30 ชุมชน มุ่งแก้โจทย์ที่ค้างจากปีแรก
งานนี้ทำอย่างไร และได้บทเรียนอะไรที่นำไปใช้ต่อได้?
เราทำงานผ่าน LMMA ที่ชุมชนกำหนดขอบเขตและกติกา เชื่อมหน่วยงานรัฐกับภาควิชาการ พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน และเก็บข้อมูลวิทยาศาสตร์ บทเรียนคือการทำความเข้าใจร่วมและระบบติดตามต้องพัฒนาต่อ
Sea Guardians ใช้กลไก 4 ด้านทำงานเชื่อมกัน ตั้งแต่การจัดการ LMMA โดยชุมชน ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและภาคีวิชาการ เศรษฐกิจฐานทรัพยากร และข้อมูลวิทยาศาสตร์ โครงการSea Guardians
- Sea Guardians สนับสนุนชุมชนทำแผนที่ทรัพยากร กำหนดขอบเขต ตั้งคณะกรรมการ และวางกติกาการใช้ทรัพยากรร่วมกัน พร้อมพัฒนาเกณฑ์ประเมิน LMMA 19 ข้อ โครงการSea Guardians
- โครงการเชื่อมชุมชนกับหน่วยงานรัฐผ่าน MOU และพัฒนาโมเดลธุรกิจตามทรัพยากรและความต้องการของแต่ละพื้นที่ โดยกำหนดให้กำไร 10-20% สนับสนุนงานอนุรักษ์ของ LMMA และอีก 5% สมทบกองทุนหมุนเวียนของ TSWA โครงการSea Guardians
- ชุมชนเก็บข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลติดตามด้านชนิดพันธุ์ ปริมาณ และน้ำหนักสัตว์น้ำ โดยมีการศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติมในบางชุมชน โครงการSea Guardians
- บทเรียนปีแรกคือความเข้าใจ LMMA และการบังคับใช้กติกายังไม่สม่ำเสมอ อำนาจหน้าที่หน่วยงานรัฐทับซ้อน กิจการเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และข้อมูลเพียง 1 ปียังไม่พอวิเคราะห์แนวโน้มอย่างน่าเชื่อถือ อัปเดตถอดบทเรียนปีแรก: ความเข้าใจ LMMA ที่ไม่เท่ากัน และอำนาจหน้าที่รัฐที่ทับซ้อน คือโจทย์ใหญ่ที่สุด
- โครงการจึงวางแผนทำความเข้าใจ LMMA ร่วมกับรัฐ ตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ และเพิ่มการติดตามข้อมูลให้ครอบคลุมหลายฤดูกาล อัปเดตวางแผนปีที่ 2: ขยายจาก 15 สู่ 30 ชุมชน มุ่งแก้โจทย์ที่ค้างจากปีแรก
แนวทางนี้เหมาะกับพื้นที่แบบไหน และต้องมีอะไรบ้างจึงจะเริ่มในพื้นที่ของเราได้?
แนวทางนี้ทำงานกับชุมชนประมงพื้นบ้านชายฝั่งที่พึ่งพาทะเล โดยเริ่มจากการทำแผนที่ กำหนดเขต ตั้งคณะกรรมการ และวางกติกา เรายังไม่ได้บันทึกเกณฑ์พร้อมเริ่มหรือทรัพยากรขั้นต่ำสำหรับพื้นที่ใหม่
งานนี้มุ่งกับชุมชนประมงพื้นบ้านขนาดเล็กที่พึ่งพาทรัพยากรทางทะเลเป็นแหล่งดำรงชีพ โดยเริ่มทำงานในสตูล สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช ครอบคลุมทั้งทะเลเปิดและระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา ประเด็นนี้ อัปเดตเริ่มทำงานกับ 15 ชุมชนแรกใน 4 จังหวัดชายฝั่งภาคใต้
- Sea Guardians คัดเลือกพื้นที่ปีแรกจากความพร้อมของชุมชนในการรวมกลุ่มและบริบทนิเวศที่หลากหลาย อัปเดตเริ่มทำงานกับ 15 ชุมชนแรกใน 4 จังหวัดชายฝั่งภาคใต้
- วิธีเริ่มทำ LMMA ที่โครงการใช้ ได้แก่ ทำแผนที่ทรัพยากรร่วมกัน กำหนดขอบเขตพื้นที่อนุรักษ์ ตั้งคณะกรรมการ วางกติกาใช้ทรัพยากร และจัดระบบติดตามข้อมูล โครงการSea Guardians
- ตัวอย่างกติกาที่ชุมชนกำหนดได้มีเขตห้ามจับสัตว์น้ำ ช่วงปิดอ่าวตามฤดูกาล และข้อจำกัดชนิดเครื่องมือประมง โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นประกอบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ประเด็นนี้
- การทำงานยังเชื่อมหน่วยงานรัฐและภาคีวิชาการผ่าน MOU และอาจพัฒนากิจการชุมชนที่ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากร พร้อมผูกกำไรบางส่วนกลับสู่งานอนุรักษ์ โครงการSea Guardians
เรายังไม่ได้บันทึกเกณฑ์ความพร้อม ทรัพยากรขั้นต่ำ หรือขั้นตอนการเริ่มโครงการสำหรับพื้นที่ใหม่ไว้โดยเฉพาะ
มีวิธีการหรือเครื่องมืออะไรที่เริ่มใช้ได้เลย?
เครื่องมือที่เริ่มใช้ได้คือแผนที่ทรัพยากร กติกา LMMA และการบันทึกข้อมูลสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยให้ชุมชนร่วมกำหนดขอบเขต ตั้งคณะกรรมการ และติดตามพื้นที่ของตนเอง
เครื่องมือในแนวทาง LMMA เน้นให้ชุมชนกำหนดและดูแลพื้นที่ของตนเอง โดยใช้ทั้งความรู้ท้องถิ่นและข้อมูลที่เก็บได้จริง ประเด็นนี้
- Sea Guardians เริ่มจากการทำแผนที่ทรัพยากรด้วยมือ กำหนดขอบเขตพื้นที่ ตั้งคณะกรรมการ และร่วมกันวางกติกา เช่น เขตห้ามจับสัตว์น้ำ ช่วงปิดอ่าว หรือข้อจำกัดเครื่องมือประมง โครงการSea Guardians
- อีกเครื่องมือคือบันทึกข้อมูลประมงพื้นฐาน เช่น ชนิดพันธุ์ น้ำหนักสัตว์น้ำที่จับได้ และชนิดพันธุ์พลอยจับ โดยแต่ละชุมชนเลือกชนิดพันธุ์หลัก 2-3 ชนิดสำหรับติดตามระยะยาว อัปเดตวางระบบติดตามข้อมูลประมงโดยชุมชน เก็บข้อมูลพื้นฐานก่อนเริ่มบริหารจัดการ
- ข้อมูลก่อนเริ่มมาตรการใช้เปรียบเทียบกับการติดตามผลภายหลัง และบางพื้นที่มีทีมวิทยาศาสตร์ช่วยเก็บตัวอย่างเพื่อศึกษา eDNA และแพลงก์ตอนเพิ่มเติม อัปเดตวางระบบติดตามข้อมูลประมงโดยชุมชน เก็บข้อมูลพื้นฐานก่อนเริ่มบริหารจัดการ
- ตัวอย่างจากขอนคลานคือการฝึกอาสาสมัครประมงให้ลาดตระเวนเขต LMMA และจัดระบบติดตามผล โดยชุมชนมีกติกาที่ร่วมกันกำหนดเอง อัปเดตBan Boe: ขอนคลานยกระดับแนวเขตประมงพื้นบ้านดั้งเดิมเป็น LMMA ที่ทางการยอมรับ
- อย่างไรก็ตาม บทเรียนปีแรกชี้ว่าการเก็บข้อมูลยังใหม่และข้อมูลระยะ 1 ปียังสั้นเกินกว่าจะยืนยันแนวโน้มการฟื้นตัว จึงควรติดตามต่อเนื่องหลายฤดูกาล อัปเดตถอดบทเรียนปีแรก: ความเข้าใจ LMMA ที่ไม่เท่ากัน และอำนาจหน้าที่รัฐที่ทับซ้อน คือโจทย์ใหญ่ที่สุด อัปเดตวางแผนปีที่ 2: ขยายจาก 15 สู่ 30 ชุมชน มุ่งแก้โจทย์ที่ค้างจากปีแรก
งานนี้เชื่อมกับปัญหาเชิงระบบอย่างไร และต้องการความร่วมมือแบบไหน?
งานนี้ตอบโจทย์การเสื่อมโทรมของทะเลและข้อจำกัดตลาดของชาวประมงรายย่อย ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากร เราต้องการความร่วมมือด้านกฎหมาย วิทยาศาสตร์ เงินทุน และช่องทางตลาด ไม่ใช่เงินทุนอย่างเดียว
ทะเลไทยเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และการทำประมงเกินขนาด ขณะเดียวกันชาวประมงรายย่อยมีข้อจำกัดด้านตลาดและอำนาจต่อรองราคา ซึ่งเพิ่มแรงกดดันให้ต้องจับสัตว์น้ำมากขึ้น ประเด็นนี้
- Sea Guardians พบว่าอำนาจหน้าที่ที่ทับซ้อนระหว่างหน่วยงานรัฐทำให้มาตรการร่วมบางเรื่องไม่สอดคล้อง และกิจการชุมชนยังต้องพัฒนาด้านตลาด แบรนด์ มาตรฐานสินค้า รวมถึงระบบการเงินและบัญชี อัปเดตถอดบทเรียนปีแรก: ความเข้าใจ LMMA ที่ไม่เท่ากัน และอำนาจหน้าที่รัฐที่ทับซ้อน คือโจทย์ใหญ่ที่สุด
- งานจึงเชื่อมการบริหารจัดการโดยชุมชนกับการประสานรัฐและภาคีวิชาการ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานทรัพยากร และระบบติดตามข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ โครงการSea Guardians
- ความร่วมมือที่เรามองหามีทั้งหน่วยงานรัฐที่ร่วมพัฒนากลไกรับรองพื้นที่ชุมชน องค์กรและนักวิชาการที่ช่วยพัฒนาระบบข้อมูลเชิงนิเวศ พันธมิตรทุนสำหรับกลไกเศรษฐกิจที่เชื่อมรายได้กับการอนุรักษ์ และภาคเอกชนหรือช่องทางตลาดที่ช่วยให้สินค้าและบริการชุมชนเข้าถึงผู้บริโภค ประเด็นนี้
- จากบทเรียนเรื่องอำนาจหน้าที่ทับซ้อน โครงการวางแผนตั้งคณะทำงาน LMMA ระดับพื้นที่ร่วมกับ ทช. และกรมประมง อัปเดตวางแผนปีที่ 2: ขยายจาก 15 สู่ 30 ชุมชน มุ่งแก้โจทย์ที่ค้างจากปีแรก
การขยายผลเขตบริหารจัดการทางทะเลโดยชุมชนให้ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งไทยมากขึ้น ต้องอาศัยพันธมิตรที่หลากหลายกว่าเงินทุนเพียงอย่างเดียว
- หน่วยงานรัฐที่พร้อมร่วมออกแบบกลไกรับรองพื้นที่บริหารจัดการโดยชุมชนให้มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนและขยายผลได้ทั่วประเทศ
- องค์กรและนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่ร่วมพัฒนาระบบติดตามข้อมูลเชิงนิเวศให้ชุมชนใช้งานได้จริง
- พันธมิตรทุนที่สนใจสนับสนุนกลไกเศรษฐกิจฐานทรัพยากรที่ผูกรายได้ชุมชนเข้ากับการอนุรักษ์ในระยะยาว
- ภาคเอกชนและช่องทางตลาดที่ช่วยขยายโอกาสให้ผลิตภัณฑ์และบริการของชุมชนชายฝั่งเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างขึ้น
