เครือข่ายชุมชนชายฝั่งพิทักษ์ทะเล: ต้นแบบการอนุรักษ์ทะเลไทยที่นำโดยชุมชน (Sea Guardians)
โครงการระยะ 3 ปี (ตุลาคม 2567-ตุลาคม 2570) ที่ก่อตั้งร่วมกันโดยสมาคมรักษ์ทะเลไทย (Thai Sea Watch Association หรือ TSWA) และ ChangeFusion ในฐานะพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ เพื่อสนับสนุนชุมชนประมงพื้นบ้าน 45 ชุมชนทั่วชายฝั่งภาคใต้ ให้บริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลด้วยตนเองผ่านเขตบริหารจัดการทางทะเลโดยชุมชน (LMMA) ปีแรกของการดำเนินงานทำงานกับ 15 ชุมชนใน 4 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ทะเลและชายฝั่งกว่า 24,987 ไร่
พิสูจน์ว่าการอนุรักษ์ทะเลที่นำโดยชุมชนเอง คือเส้นทางที่ยั่งยืนที่สุดสู่เป้าหมายอนุรักษ์ทะเลโลก
จุดเริ่มต้น
จากข้อมูลที่ชี้ว่าปริมาณสัตว์น้ำเฉลี่ยต่อเรือประมงพื้นบ้านหนึ่งลำลดลงจากราว 13 ตันในปี 2558 เหลือเพียง 3-5 ตันในปี 2564 สมาคมรักษ์ทะเลไทย (Thai Sea Watch Association หรือ TSWA) องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานคลุกคลีกับชุมชนประมงพื้นบ้านไทยมาตั้งแต่ทศวรรษ 2523 จึงร่วมกับ ChangeFusion ในฐานะพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ริเริ่มโครงการ Sea Guardians ขึ้นเป็นโครงการระยะ 3 ปี (ตุลาคม 2567-ตุลาคม 2570) โดยมี ECCA Family Foundation ร่วมเป็นพันธมิตรตั้งแต่จุดเริ่มต้น พร้อมนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลอีกหลายท่านเข้าร่วมสมทบ เป้าหมายคือสนับสนุนชุมชนประมงพื้นบ้าน 45 ชุมชนทั่วชายฝั่งภาคใต้ ให้ลุกขึ้นบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลด้วยตนเองผ่านรูปแบบเขตบริหารจัดการทางทะเลโดยชุมชน (LMMA) เพื่อพิสูจน์ว่าการอนุรักษ์ที่นำโดยชุมชนคือเส้นทางที่ยั่งยืนสู่เป้าหมายอนุรักษ์ทะเลโลก "30x30"
สี่กลไกที่ทำงานร่วมกันเป็นวงจร
โครงการขับเคลื่อนผ่านสี่กลไกที่ออกแบบมาให้เสริมกัน ไม่ใช่ทำงานแยกส่วน ได้แก่ การบริหารจัดการ LMMA ที่ให้ชุมชนกำหนดขอบเขต กติกา และระบบติดตามพื้นที่ด้วยตนเอง การพัฒนาความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและภาคีวิชาการผ่านบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่ยกระดับกติกาชุมชนให้มีน้ำหนักทางกฎหมายมากขึ้น การพัฒนาเศรษฐกิจฐานทรัพยากรที่ผูกรายได้ชุมชนเข้ากับการอนุรักษ์ และระบบติดตามข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่ให้ชุมชนใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบการตัดสินใจ
จากปีแรก สู่เป้าหมายสามปี
ปีแรกของการดำเนินงาน (2567-2568) โครงการทำงานกับ 15 ชุมชนใน 4 จังหวัดชายฝั่งภาคใต้ ได้แก่ สตูล สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช ครอบคลุมพื้นที่ทะเลและชายฝั่งกว่า 24,987 ไร่ ก่อนขยายผลต่อในปีที่สอง (2568-2569) ไปยังอีก 15 ชุมชนใหม่ในสี่จังหวัดเดิม รวมเป็น 30 ชุมชน มุ่งสู่เป้าหมาย 45 ชุมชนภายในปีที่สามตามกรอบเวลาที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นโครงการ
บริหารจัดการ LMMA (LMMA Governance)
สมาคมรักษ์ทะเลไทย (TSWA) สนับสนุนชุมชนทำแผนที่ทรัพยากรด้วยมือ กำหนดขอบเขตเขตบริหารจัดการ ตั้งคณะกรรมการ และวางกติกาการใช้ทรัพยากรร่วมกัน พร้อมพัฒนากรอบเกณฑ์ประเมิน LMMA มาตรฐานเดียวกัน 19 ข้อ (7 ข้อบังคับ และ 12 ข้อเสริม) สำหรับประเมินความพร้อมและคุณภาพการบริหารจัดการของแต่ละชุมชน
ผลักดันความร่วมมือ (Advancing Collaboration)
TSWA เชื่อมชุมชนเข้ากับหน่วยงานรัฐ สถาบันวิชาการ และภาคประชาสังคม ผ่านบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่ให้บทบาทหน้าที่ชัดเจนแก่แต่ละฝ่าย ตั้งแต่ชุมชนที่บริหารจัดการพื้นที่เอง องค์กรสนับสนุนที่ช่วยออกแบบ LMMA และเชื่อมเครือข่าย ไปจนถึงหน่วยงานท้องถิ่นที่ผนวก LMMA เข้ากับแผนพัฒนาและงบประมาณท้องถิ่น
พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน (Economic Development)
TSWA และ ChangeFusion ร่วมกันจัดกระบวนการรับฟังความต้องการและพัฒนาโมเดลธุรกิจชุมชนให้สอดคล้องกับทรัพยากรที่มี ก่อนสนับสนุนทุนตั้งต้นราว 100,000 บาทต่อพื้นที่ให้เริ่มกิจกรรม เช่น แปรรูปสัตว์น้ำ ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และสหกรณ์เครื่องมือประมง โดยกำหนดให้กำไร 10-20% ไหลกลับไปหนุนงานอนุรักษ์ของ LMMA และอีก 5% สมทบกองทุนหมุนเวียนของ TSWA เพื่อสนับสนุนชุมชนประมงพื้นบ้านอื่นต่อไป
ระบบติดตามข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ (Data-Driven Monitoring System)
สนับสนุนทุกชุมชนให้เก็บข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลติดตามผลด้านความหลากหลายชนิดพันธุ์ ปริมาณ และน้ำหนักสัตว์น้ำที่จับได้ด้วยตนเอง พร้อมคัดเลือก 5 ชุมชนที่มีศักยภาพเชิงนิเวศสูงให้ทีมวิทยาศาสตร์ลงพื้นที่ศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติม ทั้งการตรวจ eDNA การสำรวจถิ่นอาศัย การประเมินสัตว์น้ำวัยอ่อน และความสัมพันธ์เชิงขนาด เพื่อสร้างฐานข้อมูลนิเวศสำหรับวางแผนบริหารจัดการระยะยาว
ผลลัพธ์จากปีแรกของการดำเนินงาน (ตุลาคม 2567-ตุลาคม 2568) ใน 15 ชุมชนนำร่อง
ตัวเลขผลกระทบข้างต้นมาจากรายงาน Sea Guardians Annual Impact Report 2024-2025 ซึ่งสรุปผลการดำเนินงานปีแรกของโครงการ (ตุลาคม 2567-ตุลาคม 2568)
หมายเหตุด้านข้อมูล: ตัวเลขทั้งหมดสะท้อนสถานการณ์หลังดำเนินงานมาเพียง 1 ปี ช่วงเวลาติดตามผลยังสั้นเกินกว่าจะยืนยันการฟื้นตัวของระบบนิเวศได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อมูลความหลากหลายชนิดพันธุ์และปริมาณสัตว์น้ำที่เก็บก่อน-หลังในปี 2568 อาศัยเพียง 2 ช่วงเวลาเก็บข้อมูล (เมษายน-พฤษภาคม และกันยายน-ตุลาคม 2568) ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการแยกผลจากฤดูกาล ความพยายามจับสัตว์น้ำ หรือชนิดเครื่องมือประมงที่เปลี่ยนไป ออกจากผลของการบริหารจัดการ LMMA เอง
พื้นที่บริหารจัดการรายจังหวัดมีรายละเอียดต่างกันตามบริบทนิเวศ เช่น สตูลฟื้นฟูหญ้าทะเล 1,500 ไร่และป่าชายเลนกว่า 1,786 ไร่ ขณะที่นครศรีธรรมราชประกาศเขตอนุรักษ์อ่าวท่าศาลา 3,922 ไร่ ตัวเลขรวม 24,987.25 ไร่ จึงเป็นผลรวมของพื้นที่ที่มีขนาดและลักษณะนิเวศต่างกันมาก ไม่ควรตีความว่าเป็นพื้นที่อนุรักษ์เนื้อเดียวกันทั้งหมด
สมาคมรักษ์ทะเลไทย (Thai Sea Watch Association - TSWA)
ผู้นำการขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่ องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานคลุกคลีกับชุมชนประมงพื้นบ้านไทยมาตั้งแต่ทศวรรษ 2523 รับผิดชอบกระบวนการทำงานร่วมกับชุมชนโดยตรงทั้งหมด ตั้งแต่การจัดตั้ง LMMA การเจรจา MOU กับหน่วยงานรัฐ ไปจนถึงระบบติดตามข้อมูลประมง
ChangeFusion
พันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Sea Guardians ร่วมกับ TSWA ตั้งแต่การออกแบบแนวคิดโครงการ มีบทบาทเด่นชัดในเสาเศรษฐกิจชุมชน โดยร่วมกับ TSWA จัดกระบวนการรับฟังความต้องการชุมชนและพัฒนาโมเดลธุรกิจที่เหมาะกับทรัพยากรของแต่ละพื้นที่ พร้อมสนับสนุนด้านการออกแบบกลไกการเงินเพื่อความยั่งยืนของโครงการในภาพรวม
ECCA Family Foundation, Garawake และ Watanan Petersik
ผู้ให้ทุนสนับสนุนหลักของโครงการ ที่ให้ความไว้วางใจกับแนวทางการอนุรักษ์ที่นำโดยชุมชนตั้งแต่ปีแรกของการดำเนินงาน
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และกรมประมง
หน่วยงานรัฐหลักที่ร่วมลงนาม MOU รับรองพื้นที่ LMMA ในหลายจังหวัด และรับกรอบเกณฑ์ประเมิน LMMA 19 ข้อไปพัฒนาต่อเป็นมาตรฐานการรับรองระดับชาติ
นักวิทยาศาสตร์และสถาบันวิชาการภาคี
ทีมนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่สนับสนุนการศึกษาเชิงลึกใน 5 ชุมชนนำร่อง ครอบคลุมงานตรวจ eDNA การสำรวจถิ่นอาศัย และการประเมินสัตว์น้ำวัยอ่อน เพื่อเสริมความแม่นยำให้การวางแผนบริหารจัดการของชุมชน
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่โครงการ
ผู้ผนวกพื้นที่ LMMA เข้ากับแผนพัฒนาท้องถิ่นและจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานฟื้นฟูและบริหารจัดการต่อเนื่อง เช่น งบสนับสนุนกว่า 300,000 บาทให้การฟื้นฟูหญ้าทะเลและป่าชายเลนที่สตูล
ขยายผลจาก 15 สู่ 30 ชุมชนในปีที่สอง พร้อมยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการจากบทเรียนปีแรก
ขยายพื้นที่ปีที่ 2: จาก 15 สู่ 30 ชุมชน
ปีที่สอง (2568-2569) โครงการขยายพื้นที่ทำงานไปยัง 15 ชุมชนใหม่ในสี่จังหวัดเดิม ได้แก่ สตูล (ท่ามาลัย หัวหิน ราไว ทุ่งบุหลัง) สงขลา (บ่อยาง บ่ออิฐ นาทับ ปากช่อง) พัทลุง (เกาะนางคำ บ้านกลาง บางขวน) และนครศรีธรรมราช (เกาะลอย บางปอ เกาะเพชร ปากพญา) รวมเป็น 30 ชุมชน มุ่งสู่เป้าหมาย 45 ชุมชนภายในปีที่สามตามกรอบเวลาเดิมของโครงการ ขณะเดียวกัน 7 ชุมชนเดิมจากปีแรก (ขอนคลาน ตะโละใส ทะเลนอก คลองขุด หน้าทับ ในถุ้ง และสระบัว) จะยังคงได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องด้านกิจกรรมเศรษฐกิจและงานวิทยาศาสตร์
ยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการ LMMA
จากบทเรียนปีแรกที่พบว่าความเข้าใจเรื่อง LMMA ยังไม่สม่ำเสมอระหว่างชุมชน ทำให้การบังคับใช้กติกาโดยเฉพาะเรื่องเครื่องมือประมงและช่วงปิดอ่าวตามฤดูกาลยังไม่เท่ากัน โครงการวางแผนจัดเวทีทำความเข้าใจ LMMA ร่วมกับหน่วยงานรัฐทั้งระดับตำบลและจังหวัด เพื่อให้กติกาชุมชนสอดคล้องกับกฎระเบียบรัฐมากขึ้น พร้อมปรับแนวทางกำหนดขอบเขต LMMA ให้ยึดตาม "ถิ่นอาศัยสำคัญ" (critical habitat) ที่เชื่อมหลายชุมชนเข้าด้วยกัน แทนการยึดตามกิจกรรมประมงเพียงอย่างเดียว
แก้ปัญหาคอขวดความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ
อำนาจหน้าที่ที่ทับซ้อนกันระหว่าง ทช. กรมประมง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้มาตรการร่วมบางเรื่องขาดความสอดคล้อง โครงการจึงวางแผนตั้งคณะทำงาน LMMA ระดับพื้นที่ร่วมกับ ทช. และกรมประมง เพื่อเร่งกระบวนการตัดสินใจที่ทับซ้อนกัน พร้อมกำหนดแผนที่นำทางการรับรองพื้นที่แบบมีกำหนดเวลาชัดเจน (เอกสารพื้นที่-สำรวจ-ประกาศ) เพื่อลดความล่าช้าเชิงระบบ
เสริมความแข็งแรงของกิจการเศรษฐกิจชุมชน
กิจการเศรษฐกิจของชุมชนส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ทั้งด้านการตลาด การสร้างแบรนด์ และมาตรฐานสินค้า TSWA และ ChangeFusion จึงวางแผนพัฒนาระบบแพลตฟอร์มกลางเพื่อเสริมการเข้าถึงตลาดและการประสานงานระหว่างกิจการชุมชน พร้อมเสริมความแข็งแรงของระบบธรรมาภิบาลกลุ่ม โดยเฉพาะการเงินและบัญชี เพื่อให้กองทุนอนุรักษ์ที่ตกลงกันไว้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เป็นเพียงข้อตกลงบนกระดาษ
ขยายการติดตามข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ระยะยาว
เนื่องจากช่วงเวลาติดตามผลของปีแรกสั้นเกินกว่าจะยืนยันแนวโน้มการฟื้นตัวของระบบนิเวศ โครงการจะเสริมศักยภาพชุมชนและเจ้าหน้าที่ภาคสนามด้านวิธีการเก็บข้อมูลและการตีความ พัฒนาคู่มือภาคสนามและชุดเก็บตัวอย่างมาตรฐานเพื่อลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล พร้อมติดตามข้อมูลต่อเนื่องในชุมชนปีแรกให้ครอบคลุมหลายฤดูกาลและหลายปี เพื่อให้ได้ชุดข้อมูลที่แข็งแรงพอสำหรับติดตามการเปลี่ยนแปลงเชิงนิเวศในระยะยาว
18 รายการ
ทุกรายการที่ทีมพื้นที่บันทึกไว้ เรียงจากล่าสุด
เราช่วยอะไร
คุณได้บ้าง
เลือกคำถามที่ตรงกับบทบาทของคุณ คำตอบสรุปจากบันทึกการทำงานจริงของเรา และคุยต่อกับทีมงานได้จากทุกการ์ด
งานนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร และรู้ได้อย่างไรว่าได้ผล?
ปีแรกเกิดระบบบริหารจัดการ LMMA ใน 15 ชุมชน มี MOU 6 ฉบับ และเกณฑ์ 19 ข้อที่ ทช. นำไปพัฒนาต่อ แต่ข้อมูลติดตามยังสั้นเกินยืนยันการฟื้นตัวของระบบนิเวศ
ปีแรก Sea Guardians สร้างกลไกบริหารจัดการโดยชุมชนและความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ พร้อมเริ่มกิจการเศรษฐกิจและระบบติดตามข้อมูล ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าทะเลฟื้นตัวจากการดำเนินงานแล้ว โครงการนี้ อัปเดตเผยแพร่รายงานผลกระทบปีแรก Sea Guardians Impact Report 2024-2025
- ผลที่วัดได้: 15 ชุมชนตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการ LMMA ครอบคลุมพื้นที่ 24,987.25 ไร่ และมี MOU 6 ฉบับกับเครือข่าย 58 หน่วยงาน อัปเดตเผยแพร่รายงานผลกระทบปีแรก Sea Guardians Impact Report 2024-2025 เกณฑ์ประเมิน LMMA 19 ข้อได้รับการนำไปเป็นฐานพัฒนามาตรฐานระดับชาติ และอาสาสมัครประมง 258 คนผ่านการฝึกอบรมและลาดตระเวน โครงการนี้
- สิ่งที่ยังอยู่ระหว่างพัฒนา: ผลสำรวจ 6-7 เดือนพบว่ารายได้จากกิจกรรมเศรษฐกิจใหม่ยังน้อยกว่ารายได้จากประมง แม้บางกิจกรรมช่วยเพิ่มเงินออมหรือสร้างโอกาสงานในชุมชน อัปเดตผลสำรวจ 6-7 เดือนแรกของกิจการเศรษฐกิจชุมชน: รายได้เสริมเข้ามาแล้ว แต่ยังเป็นรายได้เสริม ไม่ใช่รายได้หลัก โครงการระบุว่าการติดตามเพียง 1 ปีและข้อมูลก่อน-หลัง 2 ช่วงเวลา ยังไม่เพียงพอยืนยันแนวโน้มฟื้นตัวทางนิเวศอย่างมีนัยสำคัญ โครงการนี้
- การปรับงานต่อ: บทเรียนปีแรกชี้ว่าความเข้าใจ LMMA ไม่สม่ำเสมอ หน่วยงานรัฐมีอำนาจหน้าที่ทับซ้อน กิจการชุมชนยังเริ่มต้น และระบบข้อมูลยังมีข้อจำกัด อัปเดตถอดบทเรียนปีแรก: ความเข้าใจ LMMA ที่ไม่เท่ากัน และอำนาจหน้าที่รัฐที่ทับซ้อน คือโจทย์ใหญ่ที่สุด ปีที่สองจึงวางแผนขยายการทำงานและพัฒนาการติดตามข้อมูลระยะยาว อัปเดตวางแผนปีที่ 2: ขยายจาก 15 สู่ 30 ชุมชน มุ่งแก้โจทย์ที่ค้างจากปีแรก
งานนี้ทำอย่างไร และได้บทเรียนอะไรที่นำไปใช้ต่อได้?
เราใช้การจัดการ LMMA โดยชุมชน เชื่อม MOU กับหน่วยงานรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจที่หนุนการอนุรักษ์ และติดตามข้อมูลวิทยาศาสตร์ บทเรียนคือควรปรับกติกา ความร่วมมือ และระบบข้อมูลให้เหมาะกับพื้นที่
Sea Guardians ทำงานผ่าน 4 กลไกที่เชื่อมกัน ได้แก่ ให้ชุมชนกำหนดเขตและกติกา LMMA สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและภาคีวิชาการ พัฒนากิจการเศรษฐกิจที่ผูกรายได้กับการอนุรักษ์ และให้ชุมชนเก็บข้อมูลประกอบการตัดสินใจ โครงการนี้
- เริ่มจากการจัดการของชุมชน: TSWA สนับสนุนการทำแผนที่ทรัพยากร กำหนดขอบเขต ตั้งคณะกรรมการ และวางกติกาการใช้ทรัพยากรร่วมกัน โดยใช้เกณฑ์ประเมิน LMMA 19 ข้อ โครงการนี้
- เชื่อมการอนุรักษ์กับความร่วมมือและอาชีพ: MOU กำหนดบทบาทของชุมชน องค์กรสนับสนุน และหน่วยงานท้องถิ่น ส่วนกิจการชุมชนออกแบบตามทรัพยากรและความต้องการในพื้นที่ โดยกำหนดให้กำไร 10-20% กลับไปหนุนงาน LMMA โครงการนี้
- เก็บข้อมูลและปรับวิธี: ชุมชนติดตามชนิดพันธุ์ ปริมาณ และน้ำหนักสัตว์น้ำ ขณะที่บางชุมชนได้รับการศึกษาเชิงนิเวศเพิ่มเติม โครงการนี้ บทเรียนปีแรกคือความเข้าใจ LMMA และการบังคับใช้กติกายังไม่เท่ากัน อำนาจหน้าที่รัฐซ้อนทับ กิจการเศรษฐกิจยังต้องพัฒนาตลาดและธรรมาภิบาล และข้อมูลระยะสั้นยังสรุปแนวโน้มระบบนิเวศไม่ได้ อัปเดตถอดบทเรียนปีแรก: ความเข้าใจ LMMA ที่ไม่เท่ากัน และอำนาจหน้าที่รัฐที่ทับซ้อน คือโจทย์ใหญ่ที่สุด โครงการจึงวางแผนทำความเข้าใจร่วมกับรัฐ ตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ และเก็บข้อมูลให้ครอบคลุมหลายฤดูกาล อัปเดตวางแผนปีที่ 2: ขยายจาก 15 สู่ 30 ชุมชน มุ่งแก้โจทย์ที่ค้างจากปีแรก
แนวทางนี้เหมาะกับพื้นที่แบบไหน และต้องมีอะไรบ้างจึงจะเริ่มในพื้นที่ของเราได้?
แนวทางนี้เริ่มจากชุมชนที่พร้อมรวมกลุ่ม และปรับใช้ได้กับทั้งทะเลเปิดและระบบนิเวศทะเลสาบ แต่เรายังไม่ได้บันทึกเกณฑ์คุณสมบัติหรือทรัพยากรขั้นต่ำที่พื้นที่ต้องมี
Sea Guardians ทดลองทำงานในพื้นที่ชายฝั่งที่มีบริบทนิเวศต่างกัน ทั้งทะเลเปิดฝั่งอันดามันและอ่าวไทย รวมถึงระบบนิเวศน้ำกร่อยของทะเลสาบสงขลา โดยคัดเลือกชุมชนที่มีความพร้อมในการรวมกลุ่ม อัปเดตเริ่มทำงานกับ 15 ชุมชนแรกใน 4 จังหวัดชายฝั่งภาคใต้ ประสบการณ์นี้แสดงว่า LMMA ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบเดียวกันทุกแห่ง เช่น บางพื้นที่ร่วมบริหารจัดการเขตเดียว ขณะที่บางพื้นที่คงระบบแยกกันแต่ประสานผ่าน MOU อัปเดตปีแรกปิดท้ายด้วย 6 MOU ครอบคลุม 58 หน่วยงาน ครบทั้ง 4 จังหวัด อัปเดต"2 ชุมชน 2 ระบบ 1 MOU": ตะโละใสและลมปุ่นพิสูจน์ว่าความร่วมมือไม่ต้องรวมศูนย์
การเริ่มต้นในพื้นที่ของเราอาจพิจารณาจากการรวมกลุ่มชุมชน ทำแผนที่และประเมินทรัพยากร กำหนดขอบเขตและกติกาที่ชุมชนร่วมกันยอมรับ ตั้งคณะกรรมการ และจัดระบบติดตามข้อมูล โครงการนี้ หากมีหน่วยงานรัฐหรือองค์กรท้องถิ่นร่วมงาน MOU สามารถช่วยกำหนดบทบาทและเชื่อมกติกาชุมชนกับการสนับสนุนของหน่วยงานได้ อัปเดตปีแรกปิดท้ายด้วย 6 MOU ครอบคลุม 58 หน่วยงาน ครบทั้ง 4 จังหวัด
เรายังไม่ได้บันทึกเกณฑ์คุณสมบัติขั้นต่ำของพื้นที่หรือชุมชน เช่น ขนาดพื้นที่และทรัพยากรที่ต้องมี
มีวิธีการหรือเครื่องมืออะไรที่เริ่มใช้ได้เลย?
เครื่องมือที่ชุมชนใช้ได้แก่แผนที่ทรัพยากร กติกาและคณะกรรมการ LMMA การลาดตระเวน และแบบบันทึกข้อมูลสัตว์น้ำ โดยเริ่มจากสิ่งที่ชุมชนดูแลและติดตามได้
เครื่องมือที่ Sea Guardians ใช้เริ่มจากการทำงานร่วมกันของชุมชน ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยระบบซับซ้อน โครงการสนับสนุนให้ชุมชนทำแผนที่ทรัพยากร กำหนดขอบเขต LMMA ตั้งคณะกรรมการ และวางกติกาการใช้ทรัพยากรร่วมกัน โครงการนี้
- จัดพื้นที่และกติกา: ชุมชนอาจระบุเขตดูแลและพื้นที่สำคัญ ทำข้อตกลงเรื่องเขตห้ามจับ ช่วงปิดอ่าว หรือเครื่องมือประมง พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบและวิธีติดตามการทำตามกติกา โครงการนี้
- ติดตามด้วยข้อมูลพื้นฐาน: อาสาสมัครประมงในชุมชนเก็บข้อมูลชนิดพันธุ์ ปริมาณ และน้ำหนักสัตว์น้ำ โดยมีการเก็บข้อมูลก่อนเริ่มมาตรการและติดตามซ้ำเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ อัปเดตวางระบบติดตามข้อมูลประมงโดยชุมชน เก็บข้อมูลพื้นฐานก่อนเริ่มบริหารจัดการ โครงการยังใช้เกณฑ์ประเมิน LMMA 19 ข้อเป็นกรอบดูความพร้อมและคุณภาพการบริหารจัดการ โครงการนี้
- เชื่อมการดูแลกับอาชีพ: ตัวอย่างกิจกรรมที่ชุมชนพัฒนามีการแปรรูปสัตว์น้ำ ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และสหกรณ์เครื่องมือประมง โดยออกแบบให้รายได้บางส่วนกลับไปสนับสนุนงานอนุรักษ์ อัปเดตเริ่มเสาเศรษฐกิจชุมชน: TSWA และ ChangeFusion ให้ทุนตั้งต้น 7 ชุมชนพัฒนากิจการฐานทรัพยากร ผลติดตามในปีแรกยังสั้นเกินกว่าจะใช้ยืนยันการฟื้นตัวของระบบนิเวศ จึงควรเก็บข้อมูลต่อเนื่องก่อนสรุปผล โครงการนี้
งานนี้เชื่อมกับปัญหาเชิงระบบอย่างไร และต้องการความร่วมมือแบบไหน?
งานนี้เชื่อมปัญหาทรัพยากรเสื่อมโทรมกับข้อจำกัดตลาดของชาวประมงรายย่อย จึงต้องพัฒนาทั้งอำนาจจัดการของชุมชน กลไกรัฐ ข้อมูลวิทยาศาสตร์ และเศรษฐกิจที่หนุนการอนุรักษ์
Sea Guardians มองว่าทรัพยากรทะเลเสื่อมโทรมและการจับสัตว์น้ำที่ลดลงสัมพันธ์กับความเปราะบางทางเศรษฐกิจของชาวประมงรายย่อย ซึ่งเผชิญตลาดจำกัดและอำนาจต่อรองราคาอ่อนแอ การอนุรักษ์จึงต้องเชื่อมกับความมั่นคงในการดำรงชีพ ไม่ใช่เพิ่มภาระให้ชุมชนฝ่ายเดียว ประเด็นทะเลและชายฝั่ง
บทเรียนปีแรกพบว่าความเข้าใจ LMMA และการใช้กติกายังไม่สม่ำเสมอ อำนาจหน้าที่ระหว่าง ทช. กรมประมง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทับซ้อนกัน กิจการชุมชนยังต้องพัฒนาด้านตลาดและธรรมาภิบาล และข้อมูลติดตามระยะสั้นยังไม่พอประเมินการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศ อัปเดตถอดบทเรียนปีแรก: ความเข้าใจ LMMA ที่ไม่เท่ากัน และอำนาจหน้าที่รัฐที่ทับซ้อน คือโจทย์ใหญ่ที่สุด
เราจึงมองหาความร่วมมือหลายแบบ ไม่ใช่เงินทุนเพียงอย่างเดียว ได้แก่ หน่วยงานรัฐที่ร่วมออกแบบการรับรองพื้นที่ LMMA ให้มีสถานะทางกฎหมายชัดเจน องค์กรและนักวิชาการที่ช่วยพัฒนาระบบข้อมูลเชิงนิเวศ พันธมิตรทุนสำหรับกลไกเศรษฐกิจที่ผูกรายได้กับการอนุรักษ์ และภาคเอกชนหรือช่องทางตลาดที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์และบริการชุมชนเข้าถึงผู้บริโภค ประเด็นทะเลและชายฝั่ง
