ทั่วประเทศสงขลาพัทลุงนครศรีธรรมราชสตูล โครงการ

เครือข่ายชุมชนชายฝั่งพิทักษ์ทะเล: ต้นแบบการอนุรักษ์ทะเลไทยที่นำโดยชุมชน (Sea Guardians)

โครงการระยะ 3 ปี (ตุลาคม 2567-ตุลาคม 2570) ที่ก่อตั้งร่วมกันโดยสมาคมรักษ์ทะเลไทย (Thai Sea Watch Association หรือ TSWA) และ ChangeFusion ในฐานะพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ เพื่อสนับสนุนชุมชนประมงพื้นบ้าน 45 ชุมชนทั่วชายฝั่งภาคใต้ ให้บริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลด้วยตนเองผ่านเขตบริหารจัดการทางทะเลโดยชุมชน (LMMA) ปีแรกของการดำเนินงานทำงานกับ 15 ชุมชนใน 4 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ทะเลและชายฝั่งกว่า 24,987 ไร่

แนวคิด

พิสูจน์ว่าการอนุรักษ์ทะเลที่นำโดยชุมชนเอง คือเส้นทางที่ยั่งยืนที่สุดสู่เป้าหมายอนุรักษ์ทะเลโลก

จุดเริ่มต้น

จากข้อมูลที่ชี้ว่าปริมาณสัตว์น้ำเฉลี่ยต่อเรือประมงพื้นบ้านหนึ่งลำลดลงจากราว 13 ตันในปี 2558 เหลือเพียง 3-5 ตันในปี 2564 สมาคมรักษ์ทะเลไทย (Thai Sea Watch Association หรือ TSWA) องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานคลุกคลีกับชุมชนประมงพื้นบ้านไทยมาตั้งแต่ทศวรรษ 2523 จึงร่วมกับ ChangeFusion ในฐานะพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ริเริ่มโครงการ Sea Guardians ขึ้นเป็นโครงการระยะ 3 ปี (ตุลาคม 2567-ตุลาคม 2570) โดยมี ECCA Family Foundation ร่วมเป็นพันธมิตรตั้งแต่จุดเริ่มต้น พร้อมนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลอีกหลายท่านเข้าร่วมสมทบ เป้าหมายคือสนับสนุนชุมชนประมงพื้นบ้าน 45 ชุมชนทั่วชายฝั่งภาคใต้ ให้ลุกขึ้นบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลด้วยตนเองผ่านรูปแบบเขตบริหารจัดการทางทะเลโดยชุมชน (LMMA) เพื่อพิสูจน์ว่าการอนุรักษ์ที่นำโดยชุมชนคือเส้นทางที่ยั่งยืนสู่เป้าหมายอนุรักษ์ทะเลโลก "30x30"

สี่กลไกที่ทำงานร่วมกันเป็นวงจร

โครงการขับเคลื่อนผ่านสี่กลไกที่ออกแบบมาให้เสริมกัน ไม่ใช่ทำงานแยกส่วน ได้แก่ การบริหารจัดการ LMMA ที่ให้ชุมชนกำหนดขอบเขต กติกา และระบบติดตามพื้นที่ด้วยตนเอง การพัฒนาความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและภาคีวิชาการผ่านบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่ยกระดับกติกาชุมชนให้มีน้ำหนักทางกฎหมายมากขึ้น การพัฒนาเศรษฐกิจฐานทรัพยากรที่ผูกรายได้ชุมชนเข้ากับการอนุรักษ์ และระบบติดตามข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่ให้ชุมชนใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบการตัดสินใจ

จากปีแรก สู่เป้าหมายสามปี

ปีแรกของการดำเนินงาน (2567-2568) โครงการทำงานกับ 15 ชุมชนใน 4 จังหวัดชายฝั่งภาคใต้ ได้แก่ สตูล สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช ครอบคลุมพื้นที่ทะเลและชายฝั่งกว่า 24,987 ไร่ ก่อนขยายผลต่อในปีที่สอง (2568-2569) ไปยังอีก 15 ชุมชนใหม่ในสี่จังหวัดเดิม รวมเป็น 30 ชุมชน มุ่งสู่เป้าหมาย 45 ชุมชนภายในปีที่สามตามกรอบเวลาที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นโครงการ

แนวทาง

บริหารจัดการ LMMA (LMMA Governance)

สมาคมรักษ์ทะเลไทย (TSWA) สนับสนุนชุมชนทำแผนที่ทรัพยากรด้วยมือ กำหนดขอบเขตเขตบริหารจัดการ ตั้งคณะกรรมการ และวางกติกาการใช้ทรัพยากรร่วมกัน พร้อมพัฒนากรอบเกณฑ์ประเมิน LMMA มาตรฐานเดียวกัน 19 ข้อ (7 ข้อบังคับ และ 12 ข้อเสริม) สำหรับประเมินความพร้อมและคุณภาพการบริหารจัดการของแต่ละชุมชน

ผลักดันความร่วมมือ (Advancing Collaboration)

TSWA เชื่อมชุมชนเข้ากับหน่วยงานรัฐ สถาบันวิชาการ และภาคประชาสังคม ผ่านบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่ให้บทบาทหน้าที่ชัดเจนแก่แต่ละฝ่าย ตั้งแต่ชุมชนที่บริหารจัดการพื้นที่เอง องค์กรสนับสนุนที่ช่วยออกแบบ LMMA และเชื่อมเครือข่าย ไปจนถึงหน่วยงานท้องถิ่นที่ผนวก LMMA เข้ากับแผนพัฒนาและงบประมาณท้องถิ่น

พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน (Economic Development)

TSWA และ ChangeFusion ร่วมกันจัดกระบวนการรับฟังความต้องการและพัฒนาโมเดลธุรกิจชุมชนให้สอดคล้องกับทรัพยากรที่มี ก่อนสนับสนุนทุนตั้งต้นราว 100,000 บาทต่อพื้นที่ให้เริ่มกิจกรรม เช่น แปรรูปสัตว์น้ำ ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และสหกรณ์เครื่องมือประมง โดยกำหนดให้กำไร 10-20% ไหลกลับไปหนุนงานอนุรักษ์ของ LMMA และอีก 5% สมทบกองทุนหมุนเวียนของ TSWA เพื่อสนับสนุนชุมชนประมงพื้นบ้านอื่นต่อไป

ระบบติดตามข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ (Data-Driven Monitoring System)

สนับสนุนทุกชุมชนให้เก็บข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลติดตามผลด้านความหลากหลายชนิดพันธุ์ ปริมาณ และน้ำหนักสัตว์น้ำที่จับได้ด้วยตนเอง พร้อมคัดเลือก 5 ชุมชนที่มีศักยภาพเชิงนิเวศสูงให้ทีมวิทยาศาสตร์ลงพื้นที่ศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติม ทั้งการตรวจ eDNA การสำรวจถิ่นอาศัย การประเมินสัตว์น้ำวัยอ่อน และความสัมพันธ์เชิงขนาด เพื่อสร้างฐานข้อมูลนิเวศสำหรับวางแผนบริหารจัดการระยะยาว

ผลกระทบ

ผลลัพธ์จากปีแรกของการดำเนินงาน (ตุลาคม 2567-ตุลาคม 2568) ใน 15 ชุมชนนำร่อง

ชุมชนที่จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการ LMMA สำเร็จในปีแรก จากเป้าหมายรวม 45 ชุมชนตลอดสามปี
15 ชุมชน
พื้นที่ทะเลและชายฝั่งที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการแบบ LMMA รวมป่าชายเลน 1,486 ไร่ และแหล่งหญ้าทะเล 57 ไร่
24,987 ไร่
บันทึกข้อตกลง (MOU) ที่ลงนามร่วมกับหน่วยงานรัฐ ครอบคลุมเครือข่าย 58 หน่วยงาน
6 ฉบับ
เกณฑ์ประเมิน LMMA ที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) รับไปใช้เป็นฐานพัฒนามาตรฐานระดับชาติ
19 ข้อ
อาสาสมัครประมงที่ผ่านการฝึกอบรมและลงพื้นที่ลาดตระเวนพิทักษ์เขต LMMA ของชุมชนตนเอง
258 คน
ชุมชนที่ได้รับทุนตั้งต้นและคำปรึกษาพัฒนากิจการเศรษฐกิจฐานทรัพยากรในปีแรก
7 ชุมชน
ชุมชนที่มีระบบติดตามข้อมูลประมงพื้นฐานของตนเอง เก็บข้อมูลก่อน-หลังการดำเนินงานในปี 2568
15 ชุมชน
ชุมชนที่ได้รับการสนับสนุนศึกษาเชิงนิเวศเชิงลึกเพิ่มเติมจากทีมวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจ eDNA และการประเมินสัตว์น้ำวัยอ่อน
5 ชุมชน

ตัวเลขผลกระทบข้างต้นมาจากรายงาน Sea Guardians Annual Impact Report 2024-2025 ซึ่งสรุปผลการดำเนินงานปีแรกของโครงการ (ตุลาคม 2567-ตุลาคม 2568)

หมายเหตุด้านข้อมูล: ตัวเลขทั้งหมดสะท้อนสถานการณ์หลังดำเนินงานมาเพียง 1 ปี ช่วงเวลาติดตามผลยังสั้นเกินกว่าจะยืนยันการฟื้นตัวของระบบนิเวศได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อมูลความหลากหลายชนิดพันธุ์และปริมาณสัตว์น้ำที่เก็บก่อน-หลังในปี 2568 อาศัยเพียง 2 ช่วงเวลาเก็บข้อมูล (เมษายน-พฤษภาคม และกันยายน-ตุลาคม 2568) ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการแยกผลจากฤดูกาล ความพยายามจับสัตว์น้ำ หรือชนิดเครื่องมือประมงที่เปลี่ยนไป ออกจากผลของการบริหารจัดการ LMMA เอง

พื้นที่บริหารจัดการรายจังหวัดมีรายละเอียดต่างกันตามบริบทนิเวศ เช่น สตูลฟื้นฟูหญ้าทะเล 1,500 ไร่และป่าชายเลนกว่า 1,786 ไร่ ขณะที่นครศรีธรรมราชประกาศเขตอนุรักษ์อ่าวท่าศาลา 3,922 ไร่ ตัวเลขรวม 24,987.25 ไร่ จึงเป็นผลรวมของพื้นที่ที่มีขนาดและลักษณะนิเวศต่างกันมาก ไม่ควรตีความว่าเป็นพื้นที่อนุรักษ์เนื้อเดียวกันทั้งหมด

ความร่วมมือ

สมาคมรักษ์ทะเลไทย (Thai Sea Watch Association - TSWA)

ผู้นำการขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่ องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานคลุกคลีกับชุมชนประมงพื้นบ้านไทยมาตั้งแต่ทศวรรษ 2523 รับผิดชอบกระบวนการทำงานร่วมกับชุมชนโดยตรงทั้งหมด ตั้งแต่การจัดตั้ง LMMA การเจรจา MOU กับหน่วยงานรัฐ ไปจนถึงระบบติดตามข้อมูลประมง

ChangeFusion

พันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Sea Guardians ร่วมกับ TSWA ตั้งแต่การออกแบบแนวคิดโครงการ มีบทบาทเด่นชัดในเสาเศรษฐกิจชุมชน โดยร่วมกับ TSWA จัดกระบวนการรับฟังความต้องการชุมชนและพัฒนาโมเดลธุรกิจที่เหมาะกับทรัพยากรของแต่ละพื้นที่ พร้อมสนับสนุนด้านการออกแบบกลไกการเงินเพื่อความยั่งยืนของโครงการในภาพรวม

ECCA Family Foundation, Garawake และ Watanan Petersik

ผู้ให้ทุนสนับสนุนหลักของโครงการ ที่ให้ความไว้วางใจกับแนวทางการอนุรักษ์ที่นำโดยชุมชนตั้งแต่ปีแรกของการดำเนินงาน

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และกรมประมง

หน่วยงานรัฐหลักที่ร่วมลงนาม MOU รับรองพื้นที่ LMMA ในหลายจังหวัด และรับกรอบเกณฑ์ประเมิน LMMA 19 ข้อไปพัฒนาต่อเป็นมาตรฐานการรับรองระดับชาติ

นักวิทยาศาสตร์และสถาบันวิชาการภาคี

ทีมนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่สนับสนุนการศึกษาเชิงลึกใน 5 ชุมชนนำร่อง ครอบคลุมงานตรวจ eDNA การสำรวจถิ่นอาศัย และการประเมินสัตว์น้ำวัยอ่อน เพื่อเสริมความแม่นยำให้การวางแผนบริหารจัดการของชุมชน

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่โครงการ

ผู้ผนวกพื้นที่ LMMA เข้ากับแผนพัฒนาท้องถิ่นและจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานฟื้นฟูและบริหารจัดการต่อเนื่อง เช่น งบสนับสนุนกว่า 300,000 บาทให้การฟื้นฟูหญ้าทะเลและป่าชายเลนที่สตูล

ก้าวต่อไป

ขยายผลจาก 15 สู่ 30 ชุมชนในปีที่สอง พร้อมยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการจากบทเรียนปีแรก

ขยายพื้นที่ปีที่ 2: จาก 15 สู่ 30 ชุมชน

ปีที่สอง (2568-2569) โครงการขยายพื้นที่ทำงานไปยัง 15 ชุมชนใหม่ในสี่จังหวัดเดิม ได้แก่ สตูล (ท่ามาลัย หัวหิน ราไว ทุ่งบุหลัง) สงขลา (บ่อยาง บ่ออิฐ นาทับ ปากช่อง) พัทลุง (เกาะนางคำ บ้านกลาง บางขวน) และนครศรีธรรมราช (เกาะลอย บางปอ เกาะเพชร ปากพญา) รวมเป็น 30 ชุมชน มุ่งสู่เป้าหมาย 45 ชุมชนภายในปีที่สามตามกรอบเวลาเดิมของโครงการ ขณะเดียวกัน 7 ชุมชนเดิมจากปีแรก (ขอนคลาน ตะโละใส ทะเลนอก คลองขุด หน้าทับ ในถุ้ง และสระบัว) จะยังคงได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องด้านกิจกรรมเศรษฐกิจและงานวิทยาศาสตร์

ยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการ LMMA

จากบทเรียนปีแรกที่พบว่าความเข้าใจเรื่อง LMMA ยังไม่สม่ำเสมอระหว่างชุมชน ทำให้การบังคับใช้กติกาโดยเฉพาะเรื่องเครื่องมือประมงและช่วงปิดอ่าวตามฤดูกาลยังไม่เท่ากัน โครงการวางแผนจัดเวทีทำความเข้าใจ LMMA ร่วมกับหน่วยงานรัฐทั้งระดับตำบลและจังหวัด เพื่อให้กติกาชุมชนสอดคล้องกับกฎระเบียบรัฐมากขึ้น พร้อมปรับแนวทางกำหนดขอบเขต LMMA ให้ยึดตาม "ถิ่นอาศัยสำคัญ" (critical habitat) ที่เชื่อมหลายชุมชนเข้าด้วยกัน แทนการยึดตามกิจกรรมประมงเพียงอย่างเดียว

แก้ปัญหาคอขวดความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ

อำนาจหน้าที่ที่ทับซ้อนกันระหว่าง ทช. กรมประมง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้มาตรการร่วมบางเรื่องขาดความสอดคล้อง โครงการจึงวางแผนตั้งคณะทำงาน LMMA ระดับพื้นที่ร่วมกับ ทช. และกรมประมง เพื่อเร่งกระบวนการตัดสินใจที่ทับซ้อนกัน พร้อมกำหนดแผนที่นำทางการรับรองพื้นที่แบบมีกำหนดเวลาชัดเจน (เอกสารพื้นที่-สำรวจ-ประกาศ) เพื่อลดความล่าช้าเชิงระบบ

เสริมความแข็งแรงของกิจการเศรษฐกิจชุมชน

กิจการเศรษฐกิจของชุมชนส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ทั้งด้านการตลาด การสร้างแบรนด์ และมาตรฐานสินค้า TSWA และ ChangeFusion จึงวางแผนพัฒนาระบบแพลตฟอร์มกลางเพื่อเสริมการเข้าถึงตลาดและการประสานงานระหว่างกิจการชุมชน พร้อมเสริมความแข็งแรงของระบบธรรมาภิบาลกลุ่ม โดยเฉพาะการเงินและบัญชี เพื่อให้กองทุนอนุรักษ์ที่ตกลงกันไว้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เป็นเพียงข้อตกลงบนกระดาษ

ขยายการติดตามข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ระยะยาว

เนื่องจากช่วงเวลาติดตามผลของปีแรกสั้นเกินกว่าจะยืนยันแนวโน้มการฟื้นตัวของระบบนิเวศ โครงการจะเสริมศักยภาพชุมชนและเจ้าหน้าที่ภาคสนามด้านวิธีการเก็บข้อมูลและการตีความ พัฒนาคู่มือภาคสนามและชุดเก็บตัวอย่างมาตรฐานเพื่อลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล พร้อมติดตามข้อมูลต่อเนื่องในชุมชนปีแรกให้ครอบคลุมหลายฤดูกาลและหลายปี เพื่อให้ได้ชุดข้อมูลที่แข็งแรงพอสำหรับติดตามการเปลี่ยนแปลงเชิงนิเวศในระยะยาว

บันทึกความคืบหน้า

18 รายการ

ทุกรายการที่ทีมพื้นที่บันทึกไว้ เรียงจากล่าสุด

15 มิ.ย. 2569
บทเรียน บริบท

ถอดบทเรียนปีแรก: ความเข้าใจ LMMA ที่ไม่เท่ากัน และอำนาจหน้าที่รัฐที่ทับซ้อน คือโจทย์ใหญ่ที่สุด

รายงานสรุปผลปีแรกชี้ 4 ด้านที่ต้องปรับปรุง ตั้งแต่ความเข้าใจ LMMA ที่ไม่สม่ำเสมอ อำนาจหน้าที่รัฐที่ทับซ้อน กิจการเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ไปจนถึงข้อจำกัดของข้อมูลติดตามผลที่สั้นเกินไป

25 พ.ค. 2569
ผลลัพธ์ บริบท

ผลสำรวจ 6-7 เดือนแรกของกิจการเศรษฐกิจชุมชน: รายได้เสริมเข้ามาแล้ว แต่ยังเป็นรายได้เสริม ไม่ใช่รายได้หลัก

การสำรวจเดือนพฤษภาคม 2569 กับกิจการเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดพบว่ารายได้จากกิจกรรมใหม่ยังคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่ารายได้จากการประมงมาก แต่ช่วยเพิ่มการออมและดึงคนรุ่นใหม่กลับชุมชนได้บางส่วน

แสดง 12 จาก 18
สำหรับคุณ

เราช่วยอะไร
คุณได้บ้าง

เลือกคำถามที่ตรงกับบทบาทของคุณ คำตอบสรุปจากบันทึกการทำงานจริงของเรา และคุยต่อกับทีมงานได้จากทุกการ์ด

ผู้ให้ทุนและนักลงทุน มูลนิธิ บริษัท (CSR/ESG) นักลงทุนเพื่อสังคม

งานนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร และรู้ได้อย่างไรว่าได้ผล?

ปีแรกมี 15 ชุมชนจัดตั้งคณะกรรมการ LMMA และมีกิจการเศรษฐกิจใน 7 ชุมชน แต่ข้อมูลติดตามยังสั้นเกินกว่าจะยืนยันการฟื้นตัวของระบบนิเวศ

สรุปโดย AI จาก 18 อัปเดต · ปรับปรุงล่าสุด 24 ก.ย. 2569

องค์กรเพื่อสังคม มูลนิธิ สมาคม กิจการเพื่อสังคม

งานนี้ทำอย่างไร และได้บทเรียนอะไรที่นำไปใช้ต่อได้?

เราใช้ 4 กลไกที่เชื่อมกัน ตั้งแต่ชุมชนกำหนดกติกาและติดตามพื้นที่ ไปจนถึงความร่วมมือรัฐ เศรษฐกิจชุมชน และข้อมูลวิทยาศาสตร์ บทเรียนคือการปรับวิธีทำงานให้เข้ากับแต่ละพื้นที่

สรุปโดย AI จาก 18 อัปเดต · ปรับปรุงล่าสุด 24 ก.ย. 2569

หน่วยงานท้องถิ่น อบต. เทศบาล อบจ. หน่วยงานรัฐในพื้นที่

แนวทางนี้เหมาะกับพื้นที่แบบไหน และต้องมีอะไรบ้างจึงจะเริ่มในพื้นที่ของเราได้?

แนวทางนี้ทำงานได้กับชุมชนชายฝั่งที่พร้อมรวมกลุ่มและมีบริบทนิเวศหลากหลาย โดยเริ่มจากแผนที่ทรัพยากร กติกาที่ชุมชนร่วมกำหนด ความร่วมมือกับหน่วยงาน และระบบติดตามข้อมูล

สรุปโดย AI จาก 18 อัปเดต · ปรับปรุงล่าสุด 24 ก.ย. 2569

คนทำงานในพื้นที่ ครู ผู้นำชุมชน องค์กรชุมชน อาสาสมัคร

มีวิธีการหรือเครื่องมืออะไรที่เริ่มใช้ได้เลย?

เริ่มได้ด้วยการทำแผนที่ทรัพยากร กำหนดเขตและกติกาที่ชุมชนร่วมกันดูแล ตั้งคณะกรรมการ และบันทึกข้อมูลสัตว์น้ำเพื่อใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลง

สรุปโดย AI จาก 18 อัปเดต · ปรับปรุงล่าสุด 24 ก.ย. 2569

ภาคีเครือข่ายและหน่วยงานสนับสนุน สถาบันวิชาการ เครือข่าย หน่วยงานนโยบาย

งานนี้เชื่อมกับปัญหาเชิงระบบอย่างไร และต้องการความร่วมมือแบบไหน?

งานนี้เชื่อมแรงกดดันต่อระบบนิเวศกับความไม่มั่นคงของชาวประมงรายย่อย จึงต้องทำทั้งการจัดการทะเลโดยชุมชนและการสร้างรายได้ที่หนุนการอนุรักษ์ พร้อมความร่วมมือด้านกฎหมาย วิทยาศาสตร์ ทุน และตลาด

สรุปโดย AI จาก 18 อัปเดต · ปรับปรุงล่าสุด 24 ก.ย. 2569